Content Marketing 101: การตลาดเนื้อหาสร้างรายได้ให้ธุรกิจจริงหรือ ตอนที่ 2 สร้างเนื้อหาที่ผลักดัน SEO ให้โดน

ในยุคของ IoT (Internet of Things) การค้นหาบทความ วิดีโอ อีบุ๊ค ภาพสวย ๆ ชมทีวีออนไลน์ หรือแม้แต่การดูหนัง ฟังเพลง และดาวน์โหลดเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายมากขึ้นบนมือถือหรือแท็บเล็ตแม้ขณะเดินทาง เราสามารถค้นหาบทความหรือข่าวที่เราต้องการอ่านได้นับล้านรายการและรับการอัปเดทจากเพื่อนของเราหรือสื่อสารกับพวกเขาผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมากมาย หรือแม้แต่การทำงานในปัจจุบันก็สามารถทำที่ไหนก็ได้ ที่บ้าน ที่ทำงาน ที่ร้านกาแฟ เพียงแค่มีอุปกรณ์และสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

หากคุณได้อ่านบทความตอนที่ 1 มาแล้วคงเห็นสถิติที่น่าตะลึงของจำนวน Blogs ที่โพสต์ใน WordPress แต่ละวันมากกว่า 3 ล้านบทความ และนี่เป็นเพียง Blog posts ใน WordPress เท่านั้นนะ ยังมีผู้ให้บริการเว็บไซด์อีกหลายเจ้าที่ไม่ได้รวมถึง แต่เนื้อหาไม่ได้มีเพียงแค่ Blog posts เท่านั้น เนื้่อหายังรวมถึง วิดีโอ, podcast, infographics, ebooks, white papers, และอื่น ๆ อีกมากมายที่เราได้เคยเขียนถึงไว้ในบทความเกี่ยวกับเครื่องมือ AI ตอนที่ 6 AI + Content Marketing

เนื้อหาที่เผยแพร่อยู่มากมายทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ทำให้พฤติกรรมการเสพเนื้อหาของผู้คนเปลี่ยนไปประกอบกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าจรวดทำให้ผู้คนมีเรื่องราวให้อ่าน มีเพลงให้ฟัง มีวิดีโอให้ดู มีหนังให้ติดตาม มากมายในแต่ละวัน ลองนึกถึงอีเมลในอินบล็อกของคุณว่าวันหนึ่ง ๆ คุณได้รับอีเมลกี่ฉบับและคุณอ่านครบทุกฉบับหรือไม่ และนี่เป็นปัญหาหลักที่นักการตลาดเนื้อหาจำเป็นต้องวางกลยุทธ์ที่จะดึงความสนใจของผู้ชมให้อ่าน อ่าน และมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาที่เผยแพร่ออกไป

สร้างเนื้อหาที่ผลักดัน SEO ให้โดน

วิธีที่ดีที่สุดในการดึงดูดความสนใจของผู้ชม คือ การมอบสิ่งที่มีค่าให้กับพวกเขาและทำให้พวกเขาเชื่อมั่นว่าคุณนำเสนอแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ของพวกเขาไม่ใช่หลอกให้เข้ามาอ่านเพื่อประโยชน์ของคุณฝ่ายเดียว

Google จะไม่จัดอันดับหากเนื้อหาหรือบล็อกโพสต์นั้นเป็นการคัดลอกผู้อื่นมาหรือมีโฆษณามากกว่าสาระเนื้อหา Google ได้นำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการค้นหาบน Search Engine ที่เรียกว่า RankBrain ตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งได้เปลี่ยนวิธีการค้นหาในแบบเดิม ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง AI ของ Google มีความอัจฉริยะมากและเขายังคงทำวิจัยเพื่อพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเงินลงทุนจำนวนมหาศาล

RankBrain ของ Google ได้เปลี่ยนหน้าตาของ SEO โดยใช้การเรียนรู้ด้วยเครื่อง (Machine Learning) และอัลกอริธึมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence algorithms) ช่วยในการประมวลผลการค้นหา

ใช่แล้วล่ะ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาโดยมันจะมองหาเนื้อหาที่มีคุณภาพและให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดต่อผู้ใช้ เอาล่ะ แล้วคุณควรทำอย่างไรที่จะให้เนื้อหาของคุณถูกใจเจ้า AI ของ Google ล่ะ

SEMrush

9 แนวทางช่วยผลักดัน SEO เนื้อหาให้เข้าตากรรมการ

คุณควรสร้างเนื้อหาอย่างไรที่จะช่วยผลักดันให้แสดงผลในหน้าแรก ๆ ของการจัดอันดับผลการค้นหา เรามี 9 แนวทางแนะนำที่จะช่วยให้เนื้อหาของคุณให้เข้าตากรรมการอย่าง Google RankBrain ได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องจ่ายตังค์

1. สร้างเนื้่อหาที่เป็นประโยชน์

เนื้่อหาของคุณควรให้ความรู้และเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน การจะสร้างเนื้อหาสักเรื่องควรทำวิจัยคำหลักและใช้คำหลักนั้นในเนื้อหาของคุณ นอกจากวิจัยคำหลักและนำมาใส่ในเนื้อหาแล้วคุณควรทำการค้นคว้าหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคำหลักและเป็นประโยชน์ต่อผู้ชมของคุณ รวบรวมและเรียงร้อยข้อมูลที่คุณค้นคว้ามาทั้งหมดแล้วตั้งหัวข้อเรื่อง แตกหัวข้อย่อย อธิบายในแต่ละหัวข้อให้พอเหมาะ กูรูด้านการตลาดเนื้อหาแนะนำว่าในแต่ละบรรทัดควรมีจำนวนอักษรระหว่าง 45 – 75 ตัวอักษรสำหรับการอ่านบนเดสก์ท็อปและ 35 – 50 ตัวอักษรสำหรับอุปกรณ์มือถือ และควรใส่รูปภาพ, วิดีโอ, หรือกราฟฟิกประกอบเนื้อหาของย่อหน้านั้นเพื่อชวนอ่านและเข้าใจง่ายขึ้น

คุณรู้หรือไม่ว่าผู้ชมส่วนใหญ่มีพฤติกรรมในการอ่านแบบสแกน หรือ พูดง่าย ๆ คือ กวาดสายตาไปมาอย่างรวดเร็วและจะตั้งใจอ่านในตอนต้น ๆ ของบทความ จากนั้นก็จะกวาดสายตาลงไปที่หัวข้อย่อยถ้าไม่น่าสนใจก็จะกวาดสายตาไปจนสุดหน้าแล้วคลิกออกเลย นั่น….คนเขียนคิดแทบตาย คนอ่านกวาดสายตาแค่ 3 วินาที จบกัน ๆ

จากการวิจัย Eyetracking research ของ Nielsen Norman Group โดย Jakob Nielson ได้สอนเราเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้คนในการอ่านข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตจะเป็นลักษณะในรูปแบบตัวอักษร F ซึ่งหมายความว่าเรามักจะจ้องบรรทัดสองสามบรรทัดแรกของข้อความแล้วกระโดดลงไปจุดถัดไป

Image Source

ที่แย่กว่านั้นคือ F-Shaped Pattern ไม่ใช่เป็นเพียง Pattern เดียวที่ผู้คนใช้ในการสแกนเนื้อหายังมีอีกหลายแพทเทอร์นที่ผู้คนใช้สแกนเนื้อหา อย่างเช่น

  • Layer-cake pattern เกิดขึ้นเมื่อตาสแกนส่วนหัวและหัวเรื่องย่อยและข้ามข้อความปกติด้านล่าง
  • Spotted pattern เป็นพฤติกรรมที่ข้ามเนื้อหาส่วนใหญ่และสแกนไปทั่ว ๆ เพื่อหาสิ่งที่เฉพาะเจาะจง เช่น ลิงก์เชื่อมโยง, ตัวเลข, คำใดคำหนึ่งหรือชุดของคำที่มีรูปร่างที่โดดเด่นอย่างที่อยู่หรือลายเซ็น เป็นต้น
  • Marking pattern เป็นการจ้องที่จุดเดียวเมื่อเลื่อนเมาส์หรือเลื่อนนิ้วไปที่หน้าเว็บ พฤติกรรมการทำเครื่องหมายเกิดขึ้นบนอุปกรณ์มือถือมากกว่าบนเดสก์ท็อป
  • Bypassing pattern เกิดขึ้นเมื่อคนจงใจข้ามคำแรกของบรรทัดเมื่อหลายบรรทัดของข้อความในรายการเริ่มต้นด้วยคำเดียวกันทั้งหมด
  • Commitment pattern เป็นรูปแบบที่นักการตลาดเนื้อหาต้องการให้เกิดมากที่สุด เพราะผู้ชม/ผู้อ่านจะอ่านเนื้อหาของคุณเกือบทุกอย่างบนหน้าเว็บเมื่อมีแรงจูงใจและสนใจเนื้อหามาก พวกเขาจะอ่านข้อความทั้งหมดในย่อหน้าหรือทั้งหน้า (ฝันที่เป็นจริงของนักการตลาดเนื้อหาเลยล่ะ) แต่อย่าคาดหวังว่าผู้ชมของคุณทุกคนจะมีพฤติกรรมการอ่านในรูปแบบ Commitment ทั้งหมดนะ เพราะธรรมชาติของผู้คนจะสแกนเนื้อหาเป็นส่วนใหญ่จ้ะ

2. สร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคำหลัก

เนื้อหาของคุณควรเกี่ยวข้องกับหัวข้อหลัก (Headline) และหัวข้อย่อย (Sub Headlines) และใส่คำหลักในหัวข้อหลักและ URL เพื่อช่วยให้ Google พบเนื้อหาของคุณได้ง่าย พิจารณาสิ่งเหล่านี้เมื่อเลือกคำหลักและหัวข้อ

คำนึงถึงคำหลักและหัวข้อของคุณในการเขียนเนื้อหา อย่าเขียนนอกแนวทางหัวข้อและหัวข้อย่อย อย่าพยายามใส่เนื้อหาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องและอย่าใช้คำหลักมากเกินกว่า 3-5 คำในหนึ่งเรื่อง

อ่านเพิ่มเติม วิธีเลือกคำหลักที่ทรงพลังเพื่อผลักดัน SEO ให้โดน

3. สร้างเนื้อหาที่อ่านง่าย

เนื้อหาควรใช้ภาษาที่ง่าย ๆ เหมือนบทสนทนามากกว่าวิชาการ และไม่ควรใช้คำย่อ คำศัพท์ที่เข้าใจยาก อ่านแล้วเข้าใจยากหรือสับสน การอ่านง่ายมีผลโดยตรงต่อเมตริกการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ Google ใช้ในการจัดอันดับหน้าเว็บ ตรวจสอบว่าหน้าเว็บของคุณมีสิ่งเหล่านี้เพื่อช่วยให้อ่านง่าย เช่น

  • จัดรูปแบบเนื้อหาของคุณให้เหมาะสมสำหรับผู้อ่านที่ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมกวาดสายตา วางรูปแบบเป็นขั้นเป็นตอนด้วยการใช้ตัวเลขจำนวนหรือ Bulleted List, ปรับขนาดตัวอักษรให้มีขนาดใหญ่พออ่านบนมือถือได้ชัดเจน, แบบตัวอักษรเลือกแบบที่เรียบง่ายและโหลดได้ดีบนเว็บและมือถือ, ใช้ตัวหนาหรือขีดเส้นใต้สำหรับคำที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษ, ใช้ H1, H2 สำหรับหัวข้อเรื่องและหัวข้อย่อย
  • ใช้รูปภาพ วิดีโอ กราฟฟิก หรือ Blockquotes คั่นระหว่างข้อความ จากการศึกษาของ Buzzsumo พบว่า บทความที่มีรูปหนึ่งรูปในทุก 75 – 100 คำจะได้รับการแบ่งปันมากที่สุด

Image Source: Buzzsumo

  • จัดช่องว่างหน้าเว็บซ้ายและขวาให้มีที่ว่างพื้นที่สีขาวพอประมาณและขนาดเท่ากันทั้งสองด้าน และถ้าจะให้ดีบล็อกเนื้อหาของคุณควรวางไว้กลางหน้าและมีคอลัมม์เดียวเพื่อป้องกันการวอกแวก
  • ใส่โฆษณาให้น้อยที่สุดเพราะมันจะทำให้ผู้อ่านขาดสมาธิ เบื่อหน่าย โดยเฉพาะโฆษณาที่เป็นวิดีโอเสียงยิ่งทำให้ผู้อ่านปิดหน้าเว็บเร็วขึ้นเพราะมันจะโหลดซ้ำ ๆ เด้งขึ้น เด้งลง กว่าจะโหลดเนื้่อหาทั้งหมดขึ้นมาก็หลายเด้งอยู่จนสับสนว่าฉันอ่านถึงไหนแล้วหว่า (คิดว่าหลายคนคงมีประสบการณ์นี้มาแล้วนะ)

4. สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ

เนื้อหาของคุณควรให้ประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ชม อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น Google RankBrain จะจัดอันดับหน้าเว็บที่มีเนื้อหาคุณภาพ และคุณภาพในที่นี้รวมไปถึงการสร้างเนื้อหาต้นฉบับ (Original Content) ที่ไม่ใช่การคัดลอกผู้อื่นมา เนื้อหาคุณภาพควรประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้

  • เป็นเนื้อหาต้นฉบับ
  • อ่านง่ายและอ่านสนุกที่ผู้ชมของคุณอยากใช้เวลาอ่านทุกคำในเนื้อหา
  • ใช้ภาษาที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย
  • ให้ความรู้และทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์หรือคอมเม้นท์สอบถาม
  • มีแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และลิงก์จากเว็บที่เชื่อถือได้
  • ง่ายต่อการค้นหาหรือนำทาง (Navigation) และง่ายเมื่อต้องการแบ่งปัน
  • น่าสนใจชวนอ่านและชวนชม มีรูปภาพ หรือวิดีโอ หรืออินโฟกราฟฟิก ประกอบที่เพิ่มสีสรรและกระตุ้นความสนใจ
  • มีคุณค่าและได้รับประโยชน์กับการใช้เวลาของผู้ชม
  • โหลดเร็วและอ่านได้ง่ายบนมือถือหรือแท็บเล็ต

หัวใจสำคัญของการจัดว่าเนื้อหาของคุณมีคุณภาพก็คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้ หากพวกเขาใช้เวลากับเนื้อหาของคุณนานเท่าไหร่ Google จะจัดว่าเนื้อหาของคุณมีคุณภาพ และหากพวกเขาคลิกลิ้งก์ที่คุณแนะนำและเป็นลิ้งก์จากเว็บที่เชื่อถือได้ Google จะจัดว่าเนื้อหาของคุณนำเสนอเรื่องที่เชื่อถือได้ไม่ใช่ข่าวปลอม

5. ใส่ลิงก์ที่เชื่อถือได้

เนื้อหาที่มีลิงก์อ้างอิงจากแหล่งที่เชื่อถือได้จะช่วยให้บทความของคุณน่าเชื่อถือและยังส่งผลให้ Google จัดประเภทเว็บไซด์ของคุณไว้ในกลุ่มเว็บคุณภาพ Google จะลงโทษเว็บไซด์ที่ไม่มีคุณภาพและมีลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือไว้ในกลุ่มเว็บไม่ดีส่งผลให้เว็บไซด์ของคุณไม่ได้รับการจัดอันดับในหน้าผลการค้นหา (SERPs) และที่สำคัญการเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลและเนื้อหาอื่น ๆ จะช่วยให้เครื่องมือค้นหาพิจารณาว่าเนื้อหาของคุณเกี่ยวกับอะไรและควรจัดหมวดหมู่อย่างไร

6. เพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาด้วยรูปภาพและวิดีโอ

Google Search Engine มีความเข้าใจเนื้อหาภาพมากขึ้นและสามารถค้นหารูปภาพได้ง่าย ๆ เพียงแค่ส่องเลนส์ไปที่วัตถุนั้นมันก็สามารถแสดงผลการค้นหาให้คุณได้อย่างแม่นยำ Google Lens ช่วยให้การค้นหาด้วยภาพเป็นเรื่องง่ายแม้คุณไม่รู้จักว่าวัตถุนั้นเรียกว่าอะไร หรือแม้แต่คุณส่องเลนส์ไปยังร้านค้าใดร้านค้าหนึ่ง Google Lens ก็สามารถแสดงผลการค้นหาพร้อมรายละเอียดของตำแหน่งที่อยู่และ Reviews จากผู้เคยใช้บริการให้คุณได้อ่านก่อนตัดสินใจ หรือแม้แต่เชื่อมต่อกับระบบ WiFi ได้ง่าย ๆ เพียงส่องเลนส์ไปยังบาร์โค๊ดของเร้าท์เตอร์มันก็จะอ่านรหัสและเชื่อมต่อสัญญาณให้อัตโนมัติ และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ Google ประกาศในงาน Google I/O 2017

คุณทราบหรือไม่ว่าคุณสามารถค้นหารูปภาพจาก Google ได้ แทนที่จะใช้คำหลักคุณสามารถใช้รูปภาพเพื่อค้นหาภาพที่คล้ายกันได้เพียงไปที่ Google Images Search คลิกไอคอนกล้องถ่ายรูปเพื่อค้นหาด้วยภาพ คุณสามารถวาง URL รูปภาพหรืออัปโหลดรูปภาพและ Google จะหาภาพที่คล้ายกัน

Google Image Search on vsharecontent.com content marketing 101 content seo

หรือหากคุณต้องการค้นหาใน Bing ให้ไปที่ Bing Images Search บน Desktop ระบบจะถาม URL ของรูปภาพหรือให้คุณอัปโหลดภาพเช่นเดียวกับ Google

เมื่อคุณคลิกบนเบราว์เซอร์มือถือใด ๆ ระบบจะบอกให้คุณ “สแนปหรืออัปโหลดรูปภาพเพื่อค้นหาภาพที่คล้ายกัน” พร้อมกับคำเตือนที่ Microsoft อาจใช้ภาพของคุณเพื่อปรับปรุงบริการ เมื่อคุณแตะดำเนินการต่อระบบจะแสดงตัวเลือกให้คุณถ่ายภาพ, อัพโหลดจากไลบรารีรูปภาพในมือถือของคุณ, หรือเลือกจากรูปภาพที่เก็บไว้ใน OneDrive, Dropbox หรือ Google Drive เมื่อคุณเลือกตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่งแล้วมันจะอัพโหลดและแสดงผล

เนื้อหารูปภาพหรือวิดีโอของคุณจึงควรเพิ่มประสิทธิภาพหัวเรื่องและคำหลัก คนส่วนใหญ่มักมีส่วนร่วมที่ดีกับรูปภาพและวิดีโอ แต่หากคุณเพิ่มภาพมากเกินไปอาจทำให้เว็บไซด์ของคุณโหลดช้าและ Google ไม่ชอบเนื้อหาที่โหลดช้าเพราะทำให้ประสบการณ์ผู้ใช้ติดลบซึ่งมีผลต่อ SEO ของคุณ ตรวจสอบก่อนเผยแพร่ทุกครั้งว่าเนื้อหารูปภาพหรือวิดีโอมีคำอธิบาย, คำหลัก, ขนาด, ภาพ, เสียง, ความยาววิดีโอ ที่พอเหมาะ มีลิงก์ที่เชื่อถือได้ และอย่าลืมใส่ Call-to-action หากคุณต้องการให้ผู้อ่านคลิกไปยังหน้า Landing page ของคุณ

อ่านเพิ่มเติม 6 เคล็ดลับสำคัญในการสร้าง Video Marketing อย่างมืออาชีพ

7. ทำให้เนื้อหาค้นหาได้ง่ายด้วย Voice Search

ผู้คนรู้สึกสบายใจในการพูดคุยกับ Voice Assistant โดยตรงและชื่นชอบเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น Voice Assistant สามารถช่วยให้ผู้คนทำภารกิจต่าง ๆ เช่นการจองโต๊ะอาหาร, เปิด-ปิดไฟ, ค้นหาข้อมูล ฯลฯ เทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นเหล่านี้เริ่มมีอิทธิพลต่อการค้นหาของเราและผลกระทบน่าจะเป็นที่ชัดเจนมากขึ้นเนื่องจากมีความต้องการที่เติบโตขึ้น

Google ได้จัดทำสถิติเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เสียงในการค้นหาไว้อย่างน่าสนใจ สรุปย่อ ๆ คือ

  • 55% ของวัยรุ่นและ 41% ของผู้ใหญ่ใช้การค้นหาด้วยเสียงมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน
  • ทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ขอให้โทรศัพท์ช่วยหาเส้นทางและใช้เพื่อช่วยในการหลีกเลี่ยงปัญหาในการพิมพ์หมายเลขโทรศัพท์
  • ผู้คนจำนวนมากหันมาพึ่งพาการค้นหาด้วยเสียงสำหรับการทำงานหลายรายการ เช่น พวกเขาพูดกับโทรศัพท์ของพวกเขาขณะที่ดูทีวี (38 เปอร์เซ็นต์) และ 23 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ใช้การค้นหาด้วยเสียงในขณะที่ทำอาหาร อย่าง “Ok Google, ในหนึ่งแกลลอนมีกี่ออนซ์? เป็นต้น

Image Source: Google

วัยรุ่นมักชอบการค้นหาด้วยเสียงมากกว่าผู้ใหญ่โดยเฉพาะเพื่อขอความช่วยเหลือในการทำการบ้านและคนส่วนใหญ่กำลังใช้การค้นหาด้วยเสียง “เพื่อความสนุก”

Image Source: Google

อย่างที่คุณเห็นในรายงานผู้คนชอบพูดคุยกับการค้นหาด้วยเสียงดังนั้นเนื้อหาของคุณควรใช้คำง่ายๆ คิดถึงวิธีที่คนพูดเพื่อให้เว็บไซด์ของคุณได้รับการจัดอันดับที่ดีและแสดงผลในอันดับต้น ๆ ของ SERP

8. ตรวจสอบประสิทธิภาพการแสดงผลบนมือถือ

มือถือกลายเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมเนื่องจากผู้ใช้สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น การท่องเว็บ การช็อปปิ้ง การธนาคาร การค้นหาด้วยเสียงและอื่น ๆ อีกมากมาย มือถือทำให้เรามีความสะดวกสบายและวิถีชีวิตสมัยใหม่มากขึ้นและผู้คนก็ไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีอุปกรณ์นี้ มือถือเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและแอปพลิเคชันต่าง ๆ บนมือถือทำให้เราทำงานได้แม้เคลื่อนที่ในทุกที่ทุกเวลา

Google ประกาศการจัดทำดัชนี “มือถือก่อน” หรือ Mobile-First Indexing หลังจากได้ทดสอบการใช้งานมาแล้วหนึ่งปีครึ่ง Google ได้เปลี่ยนวิธีการทำงานของการค้นหาสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อจัดทำดัชนีหน้าเว็บที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสิ่งที่กำลังมองหาได้ดียิ่งขึ้นโดยดัชนีหน้าเว็บบนมือถือจะต่างจากการจัดอันดับบนเดสก์ท็อป

อัลกอริทึม RankBrain ของ Google มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการ SEO เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในผลการค้นหา Google ได้เริ่มต้นดัชนีสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นอันดับแรกแล้วและคุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าไซต์ของคุณเหมาะสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ การเพิ่มประสิทธิภาพบนอุปกรณ์เคลื่อนที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ให้กับเว็บไซด์ที่โหลดเร็วและแสดงผลได้ดีบนมือถือ

Search Engine Land ให้คำแนะนำว่า เพื่อช่วยให้ไซด์ได้รับการจัดอันดับที่ดีเราควรเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วไซต์, รูปภาพ, โค้ด, CSS, JavaScript, การออกแบบมือถือ, คุณภาพของลิงก์, ไม่มีลิงก์มืดหรือลิ้งก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ, เพิ่มประสิทธิภาพในหน้าเว็บและเพิ่มประสิทธิภาพท้องถิ่น

9. ให้ประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ใช้

ประสบการณ์ของผู้ใช้กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่อัลกอริทึม AI ของ Google ใช้ในการจัดอันดับไซต์ที่ดี เป้าหมายหลักของอัลกอริทึม AI ของ Google คือความพึงพอใจและความเพลิดเพลินของผู้ใช้เมื่อเรียกดูเว็บ Google ต้องการให้ผลลัพธ์การค้นหาของผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องปลอดภัยและเป็นประโยชน์

AI จะช่วยให้เครื่องมือค้นหาจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณในอันดับต้น ๆ โดยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ใช้ ผู้ใช้งานเขาใช้เวลาบนหน้าเว็บ / หน้าบล็อกของคุณนานเท่าใด? ผู้ใช้คลิกที่บทความที่คุณแนะนำหรือไม่? เครื่องมือค้นหามีข้อมูลที่ทันสมัยที่สุดเนื่องจากมีการรวบรวมข้อมูลที่ช่วยให้พวกเขาเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้และมันได้ถูกนำมาวิเคราะห์หาผลลัพธ์ที่เหมาะสมและตรงกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำ

ก่อนปิดหน้านี้

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์และบล็อกโพสต์ของคุณมีคุณภาพสูงในสิ่งเหล่านี้:

  1. การออกแบบที่ตอบสนองได้ง่ายและใช้งานง่าย
  2. เนื้อหาที่เกี่ยวข้องมีประโยชน์และมีคุณค่า
  3. มี Backlinks ที่ดีและการเชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือ
  4. ใช้คำง่าย ๆ และอ่านได้
  5. ใช้คำกระตุ้นการตัดสินใจ (Call-to-action)
  6. เพิ่มประสิทธิภาพ Visual ทั้งหมด เช่น รูปภาพและวิดีโอ
  7. ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพสูงที่ผู้ใช้สนุกกับการอ่านเพื่อที่พวกเขาอยากติดตามและกลับมาอ่านบทความของคุณอย่างสม่ำเสมอ

การตลาดเนื้อหายังมีเทคนิคและกลยุทธ์อีกมากมายที่ต้องคอยศึกษาและติดตามข่าวสารใหม่ ๆ โดยเฉพาะการใช้เนื้อหาเป็นตัวดึงดูดผู้ชมและทำให้ยอมเป็นลูกค้าด้วยวิถี Inbound Marketing

เนื้อหาที่มีคุณภาพต้องใช้เวลาและการวางแผนที่ดี่เพื่อช่วยให้การทำเนื้อหานั้นไม่สูญเปล่า เนื้อหาจึงต้องมีการวางกลยุทธ์ที่ดีและการทำ Content Marketing Strategy จะสามารถช่วยให้เนื้อหาของคุณมีประสิทธิผลและบรรลุเป้าหมายแคมเปญได้อย่างไร ติดตามตอนต่อไปค่ะ

อ่านย้อนหลัง Content Marketing 101: การตลาดเนื้อหาสร้างรายได้ให้ธุรกิจจริงหรือ

ตอนที่ 1 ทำไมต้องเผยแพร่เนื้อหา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s