Content Marketing 101: การตลาดเนื้อหาสร้างรายได้ให้ธุรกิจจริงหรือ ตอนที่ 6 ตรวจสอบและวัดประสิทธิภาพเนื้อหา

หลังจากที่คุณเผยแพร่และโปรโมทเนื้อหาแล้วคุณควรทำการตรวจสอบและวัดประสิทธิภาพของเนื้อหานั้นว่ามีจุดบกพร่องที่ไหนและหาแนวทางปรับปรุงต่อไป Analytics เป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพข้อเสนอแนะแบบเรียลไทม์ว่าอะไรให้ผลดีและอะไรที่คุณสามารถปรับปรุงคุณภาพของเนื้อหา ความสร้างสรรค์ และคุณภาพข้อความ หากไม่มีการวิเคราะห์ประสิทธิภาพอย่างถูกต้องคุณจะสร้างเนื้อหาและโปรโมทแคมเปญไปโดยเปล่าประโยชน์เพราะไม่รู้ว่ามันใช้ได้ผลดีหรือไม่

จากการสำรวจ 56% ของนักการตลาดส่วนใหญ่ยอมรับความล้มเหลวหรือขาดความชัดเจนว่าการตลาดเนื้อหาประสบความสำเร็จหรือไม่

เพื่อให้การวางแผนกลยุทธ์เนื้อหาของคุณสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้นคุณจึงควรเข้าใจวงจรของการตลาดเนื้อหา

Image Source

กลยุทธ์การตลาดเนื้อหาควรเริ่มจาก 1. วางแผน 2. ผลิต 3. เผยแพร่/โปรโมท 4. วิเคราะห์/วัดผล 5. ปรับปรุง/ขยายประสิทธิภาพ

การตรวจสอบและวัดประสิทธิภาพเนื้อหาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงเนื้อหาต่อ ๆ ไปให้เกิดผลลัพธ์และบรรลุเป้าหมายมากที่สุด

คุณควรตรวจสอบและวัดประสิทธิภาพอะไรบ้าง?

การตรวจสอบประสิทธิภาพเนื้อหาจะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของเนื้อหาว่าได้ผลดีหรือไม่ อย่างไร คนส่วนใหญ่มักใช้เครื่องมือช่วยวัดประสิทธิภาพและวิเคราะห์ผล อย่าง Google Analytics แต่ที่จริงแล้วยังมืเครื่องมือที่ช่วยด้านการวิเคราะห์การตลาดเนื้อหาอีกมากมาย เช่น SEMrush ซึ่งเขาได้แบ่งเทคนิคในการตรวจสอบและวัดประสิทธิภาพเนื้อหาไว้อย่างน่าสนใจ ขอสรุปสั้น ๆ และนำมาบางส่วนและเพิ่มเติมบางส่วนโดยแบ่งออกเป็น 4 ข้อหลัก ๆ ค่ะ

1. ตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใช้/ผู้ชม (User behaviour)

  • จำนวนการดูหน้าเว็บ (Page view) หน้าเว็บไหนมียอดวิวสูงแสดงถึงคุณภาพของเนื้อหาสูง
  • จำนวนเวลาการดูหน้าเว็บโดยเฉลี่ย (Adverage time on page) หากผู้ชมใช้เวลาบนหน้าเว็บนั้นนานแสดงว่าพวกเขาอ่านเนื้อหาของคุณ หากเขาใช้เวลาสั้นๆ แสดงว่าพวกเขาแค่สแกนเนื้อหา
  • จำนวนผู้เข้าชมที่ไม่ซ้ำ (Unique Visitor) การนับจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซด์ของคุณจะถูกกำหนดโดยที่อยู่ IP ของผู้ใช้และคุกกี้ในเบราว์เซอร์ที่ใช้อยู่ ดังนั้นการเข้าชมซ้ำจากผู้ใช้คนเดิมจะไม่ถูกนับ UV ช่วยให้คุณเข้าใจขนาดของกลุ่มเป้าหมายของคุณว่ามีจำนวนมากน้อยแค่ไหน
  • ข้อมูลประชากร (Demographic) ช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอายุ เพศ และความสนใจทั่วไปของผู้ชม ข้อมูลเหล่านี้สามารถบอกคุณได้ว่าผู้ชมกลุ่มไหนชื่นชอบเนื้อหาของคุณมากที่สุด
  • ข้อมูลที่ตั้ง (Location) ช่วยให้คุณทราบว่าผู้ชมของคุณส่วนใหญ่อยู่ที่ไหน ปกติแล้วจะแสดงเป็นประเทศว่ามีการชมจากประเทศอะไร
  • อัตราตีกลับ (Bounce rate) คือ จำนวนเปอร์เซ็นต์ของผู้ชมที่เข้ามายังหน้าเว็บและดูแค่หน้าเดียวแล้วคลิกออกโดยไม่สำรวจหน้าอื่น ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเว็บไซด์ของคุณไม่ตรงความสนใจของเขา หรือเนื้อหาไม่น่าสนใจให้ค้นหาเพิ่มเติม

2. ตรวจสอบการมีส่วนร่วม (Engagement) ทั้งเว็บไซด์และโซเชียลมีเดีย

  • จำนวนไลค์ จะช่วยให้คุณรู้ว่าเนื้อหาประเภทไหนถูกใจผู้ชมมากที่สุดและเนื้อหาประเภทไหนไม่ถูกใจกลุ่มผู้ชมของคุณ
  • จำนวนแบ่งปัน บ่งบอกถึงเนื้อหาของคุณมีประโยชน์จนทำให้อยากบอกต่อ และการแบ่งปันออกไปยังช่วยเพิ่มการรับรู้และการมีส่วนร่วมกับเนื้อหามากขึ้นด้วย
  • จำนวนความคิดเห็น บ่งบอกถึงอีกระดับของเนื้อหาที่มีคุณค่ากว่ายอดไลค์ ยอดแบ่งปัน เพราะการที่ผู้ชมเข้ามาแสดงความคิดเห็นทำให้รู้ว่าเนื้อหาของคุณทำให้พวกเขาอยากมีส่วนร่วม อยากเสนอแนะ และอยากมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี
  • จำนวนผู้ติดตาม บ่งบอกถึงเว็บไซด์ของคุณนำเสนอเรื่องที่มีคุณค่าและน่าสนใจ จำนวนผู้ติดตามมากจะช่วยขยายการรับรู้ของแบรนด์และช่วยเพิ่มโอกาสในการขายมากขึ้นด้วย

3. ตรวจสอบผลการค้นหา (SEO outcome)

  • การเข้าชมอย่างแท้จริง (Organic traffic) จำนวนผู้เข้าชมเนื้อหาของคุณอย่างแท้จริง ไม่ใช่จำนวนการซื้อ Traffic หรือจำนวนการจ้าง/เพื่อนที่ไม่สามารถนำมาใช้วัดประสิทธิภาพหรือวิเคราะห์ผลได้
  • การจัดอันดับคำหลัก (Keyword ranking) ตรวจสอบว่าคำหลักของคุณได้รับการจัดอันดับในหน้าการค้นหาในหน้าต้น ๆ หรือไม่ ปกติแล้วควรอยู่ระหว่างหน้า 1 – 3 จึงจะถือว่าคำหลักของเนื้อหามีประสิทธิภาพ
  • ลิ้งก์ขาเข้า (Inbound link) หรือ Backlinks ตรวจสอบว่าเนื้อหาของคุณได้รับความเชื่อถือหรือได้รับการอ้างอิงจากผู้ใด การที่เขาอ้างอิงเนื้อหาของคุณแสดงว่าเนื้อหานั้นมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ที่เขาสามารถนำไปต่อยอดได้ ลิ้งก์ขาเข้า (Inbound link) จะช่วยให้หน้าเว็บของคุณได้รับความเชื่อถือจาก Google และช่วยให้ได้รับการจัดอันดับในหน้าผลการค้นหาที่ดีขึ้น

4. ตรวจสอบผลประกอบการของบริษัท (Company revenue)

  • จำนวนผู้คาดหวังใหม่ (New Leads Generation) จำนวนผู้ที่ลงทะเบียนรับข่าวสารในหน้า Landing page ของคุณ หรือจำนวนผู้ที่ลงทะเบียนดาวน์โหลดอีบุ๊คและเนื้อหาอื่น ๆ ที่คุณผลิตเพื่อแลกกับข้อมูลอีเมลของเขา
  • จำนวนผู้คาดหวังที่มีอยู่ (Existing Leads Touched) การตรวจสอบพฤติกรรมการซื้อของผู้คาดหวังที่มีอยู่จะช่วยให้คุณสามารถประเมินและพัฒนาปรับปรุงการบำรุงรักษาผู้คาดหวังว่าทำไมพวกเขาจึงตัดสินใจซื้อและควรรักษากลุ่มผู้คาดหวังนี้อย่างไรให้กลับมาเป็นลูกค้าประจำ
  • อัตราการแปลง (Conversion Rate) เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าชมที่ได้ดำเนินการตามที่คุณขอในหน้า Landing page อย่างเช่น การลงทะเบียน, ดาวน์โหลด เป็นต้น ตรวจสอบว่ามีจำนวนของการมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหากี่เปอร์เซ็นต์

วิธีการคำนวณ: Conversion Rate = Conversions / Total clicks

(จำนวน Conversion หารด้วยจำนวนคลิกทั้งหมดที่ลิงก์แบนเนอร์หรือ CTA ในช่วงเวลาเดียวกัน)

  • รายได้ที่ได้รับอิทธิพล / ROI (Revenue Influenced / Return on Investment) ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) คือเปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เราทำจากการกระทำที่ต่างกัน ในกรณีนี้จะเป็นรายได้ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่คุณหรือทีมของคุณสร้างขึ้น

วิธีการคำนวณ: ROI = (Return – Investment) / Investment

(ใช้ผลกำไรจากการลงทุนของคุณหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนและหารยอดรวมทั้งหมดโดยใช้ต้นทุนการลงทุน)

  • ราคาต่อหนึ่งการกระทำ (Cost per Acquisition) ตรวจสอบค่าใช้จ่ายการทำแคมเปญการตลาดเนื้อหาของคุณต่อลูกค้าหนึ่งราย คุณอาจวัดค่าได้หลายวิธีทั้งแบบรายปี หรือรายเดือน โดยคำนวณจากรายได้ของช่วงเวลาที่ต้องการ เช่น ปี เดือน แล้วหารด้วยจำนวนลูกค้าในช่วงเวลานั้น เมื่อคุณทราบว่าคุณได้รับเท่าไหร่จากลูกค้าคุณก็สามารถกำหนดได้ว่าจะต้องลงทุนเท่าไหร่เพื่อให้ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น อย่าลืมตรวจสอบด้วยว่าช่องทางไหนที่สร้างรายได้/กำไรให้คุณ และช่องทางไหนที่เสียค่าใช้จ่ายมากกว่า เพื่อช่วยให้คุณวางแผนการตลาดเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีคำนวณ: Average Revenue per Customer = Yearly Revenue/Yearly Customer Count

(รายได้เฉลี่ยต่อลูกค้า = รายได้ต่อปีหารด้วยจำนวนลูกค้าต่อปี)

ภาพอินโฟกราฟฟิกจาก SEMrush จะช่วยให้คุณเห็นแนวทางของการตรวจสอบเนื้อหามากขึ้น

Image Source

ขยายประสิทธิภาพเนื้อหา

นอกเหนือจากการตรวจสอบและวัดประสิทธิภาพเนื้อหาแล้วคุณยังควรต้องปรับปรุงเนื้อหาโดยการนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเพิ่มผลลัพธ์มากขึ้น ใช้เคล็ดลับในการขยายและปรับปรุงประสิทธิภาพของเนื้อหา อย่างเช่น

1. แชร์บทความที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในทุกช่องทาง

2. รวบรวมบทความเด่น ๆ และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องไว้ในหน้า Content Hub

3. ใส่เนื้อหาเพิ่มเติมในบทความที่มีเพื่อเพิ่มคุณค่าของเนื้อหา

4. สร้างเนื้อหาใหม่ที่เกี่ยวข้องแล้วโยงไปยังเนื้อหาที่ต้องการขยายประสิทธิภาพ

5. ใส่ข้อความ “อ่านเพิ่มเติม” และหัวข้อเนื้อหาที่ต้องการขยายพร้อมใส่ลิงก์เพื่อให้ผู้ชมคลิกอ่าน

6. หากคุณมีเว็บไซด์อื่นหรือเพื่อนคุณมีเว็บไซด์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน ลองเจรจาขอให้แชร์โพสต์ระหว่างกันเพื่อช่วยขยายการรับรู้แบรนด์ทั้งของคุณและเขา

7. ใช้การโฆษณาที่เสียค่าใช้จ่าย

8. พิจารณาการตลาดผู้มีอิทธิพล (Influencer marketing)

9. ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือระบบอัตโนมัติ (Marketing automation tools)

ก่อนปิดหน้านี้

ด้วยเมตริกและเครื่องมือวิเคราะห์ที่เหมาะสมคุณจะสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับ ROI มากขึ้นจากการตลาดเนื้อหาของคุณ พิจารณาเครื่องมือที่ใช้ระบบอัตโนมัติอย่างเช่น Reveal, Repost, Unless, Social High Rise จะช่วยลดเวลาและประหยัดค่าใช่จายในการลงทุนผลิตและโปรโมทโดยไม่รู้ทิศทางได้อย่างมาก ช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์ผลได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภครวมทั้งเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยค่ะ

ตอนนี้คุณก็รู้เกี่ยวกับการตลาดเนื้อหาและวงจรการตลาดเนื้อหาทั้งหมดแล้วว่าต้องทำอย่างไรตามลำดับ การสร้างเนื้อหาที่ถูกหลักการตลาดไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ อย่างที่หลายธุรกิจมักเข้าใจว่าก็แค่จ้างนักเขียนมา เขียน เขียน และเขียน ให้เยอะ ๆ เข้าไว้แล้วให้ความสำคัญกับปริมาณมากกว่าคุณภาพ ปัจจุบันนี้วิธีใส่เนื้อหามาก ๆ โดยไม่คำนึงคุณภาพและหลักการตลาดมันใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วเพราะ Rankbrain ของ Google จะไม่จัดอันดับเนื้อหาที่ไม่มีคุณภาพและไม่ให้ประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ใช้ คุณควรจ้างนักสร้างเนื้อหาตัวจริงเสียทีเพื่อให้เนื้อหาของคุณได้รับการจัดอันดับในหน้าแรก ๆ ของการค้นหา

นักสร้างเนื้อหา (Content Creator) ตัวจริงควรมีคุณสมบัติอะไรบ้างและพวกเขาได้รับค่าจ้างเท่าไหร่ โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ที่รับจ้างเขียนเนื้อหาที่ถูกหลักการตลาดควรเรียกค่าจ้างเท่าไหร่ ติดตามได้ในบทความหน้าค่ะ

อ่านย้อนหลัง Content Marketing 101: การตลาดเนื้อหาสร้างรายได้ให้ธุรกิจจริงหรือ

ตอนที่ 1 ทำไมต้องเผยแพร่เนื้อหา

ตอนที่ 2 สร้างเนื้อหาที่ผลักดัน SEO ให้โดน

ตอนที่ 3 วางกลยุทธ์การตลาดเนื้อหา

ตอนที่ 4 สร้างประสบการณ์ที่ดีของเนื้อหา

ตอนที่ 5 โปรโมทเนื้อหา

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s