10 เทคนิคช่วยเพิ่มรายได้ร้านค้าออนไลน์ของคุณ

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ประธานฝ่ายบริหารระดับ CEO ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการฝ่าย การขายออนไลน์ของคุณก็ควรจะหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อเพิ่มยอดขายและรายได้ออนไลน์

ทุกร้านค้าออนไลน์ต้องการที่จะเพิ่มรายได้ของพวกเขา แต่ธุรกิจส่วนใหญ่มักจะทุ่มงบประมาณไปกับการทำโฆษณาเพื่อให้ได้ลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มมากกว่าการตามเก็บเป้าหมายที่มีอยู่ในระบบซึ่งทำให้ผลกำไรลดลงกว่าที่ควร เพราะคุณลงทุนเพิ่มขึ้นโดยอาจมีผลกำไรน้อยกว่าที่ใช้จ่ายไป

10 เทคนิคช่วยเพิ่มรายได้ร้านค้าออนไลน์ของคุณ

ถ้าคุณต้องการเพิ่มยอดขายในร้านค้าออนไลน์ของคุณ คุณต้องคิดหาวิธีที่จะช่วยเพิ่มผลกำไรในเวลาเดียวกัน 10 เทคนิคนี้จะช่วยคุณวางแผนการตลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการขายของออนไลน์มากขึ้น

1. เพิ่มประสิทธิภาพอีเมลใบเสร็จรับเงินของคุณ

ทุกธุรกิจอีคอมเมิร์ซส่งใบเสร็จรับเงินทางอีเมล แต่ส่วนใหญ่ใช้เพื่อแจ้งลูกค้าเท่านั้น

คุณรู้ไหมว่าใบเสร็จรับเงินทางอีเมลสามารถเพิ่มยอดขายและสร้างความพอใจให้กับลูกค้าของคุณได้?

ใบเสร็จรับเงินทางอีเมลไม่เพียง แต่ทำหน้าที่เป็นบันทึกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสในการส่งข้อเสนออื่นๆ เพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมและกระตุ้นให้เกิดการกลับมาซื้ออีกครั้ง

เคล็ดลับ: เพิ่มคำแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในอีเมล จากการสำรวจออนไลน์ 80% ของผู้บริโภคชอบเมื่อได้รับอีเมลจากร้านค้าปลีกที่แนะนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อก่อนหน้านี้ คุณอาจให้ส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อภายในกำหนดเวลา หรือข้อเสนอพิเศษอื่นๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อยากซื้อทันที (โดยเฉพาะลูกค้าใหม่)

2. สร้างแบบสำรวจความคิดเห็นและขอให้ลูกค้าตอบคำถาม

ลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปแล้วสักระยะหนึ่งอาจมีความคิดเห็นในผลิตภัณฑ์/บริการที่ได้รับ สร้างแบบสำรวจความคิดเห็นเพื่อสอบถามความพึงพอใจของลูกค้าและรวบรวมข้อมูลประสบการณ์การช้อปปิ้งของพวกเขาว่าเป็นอย่างไรแล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์/บริการเพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ซื้อต่อไป

Chat-like surveys banner for Affiliate Program

3. ส่งข่าวสารอีเมลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าซื้อประจำ

คุณควรส่งข่าวสารอัพเดทหากผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าซื้อประจำมีโปรโมชั่น หรือกำลังจะขาดสต็อกให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าเพื่อให้ลูกค้าไม่พลาดโปรโมชั่นดีๆ และมีผลิตภัณฑ์ใช้อย่างต่อเนื่อง

การสำรวจล่าสุดบอกเราว่า

  • การได้ลูกค้ารายใหม่มีต้นทุนสูงกว่าถึง 7 เท่าของการรักษาลูกค้าเดิมที่มีอยู่ (อ้างอิงจาก Invesp, 2017)

คุณอาจเสริมรายการสินค้าอื่นๆ ที่กำลังมีโปรโมชั่น ให้ส่วนลดพิเศษ หรือข่าวอัพเดทผลิตภัณฑ์ใหม่ หรืองานอีเว้นท์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อเชิญชวนให้ลูกค้ามีส่วนร่วมมากขึ้น

4. ตรวจสอบรายการตระกร้าสินค้าที่ยังไม่สรุปการสั่งซื้อ

คุณรู้หรือไม่ว่าคนส่วนใหญ่ชอบการเลือกดูสินค้าออนไลน์แต่มักไม่สรุปการสั่งซื้อ สถิติบอกเราว่าจำนวนสินค้าที่มีการเลือกใส่ตระกร้าแต่ไม่สรุปการสั่งซื้อโดยเฉลี่ยมีมากถึง 69.23% (อ้างอิงจาก Baymard Institute, 2017)

คุณควรตรวจสอบร้านค้าปลีกออนไลน์ของคุณว่ามีจำนวนตระกร้าสินค้าที่ยังไม่สรุปสั่งซื้อจากใครบ้าง แล้วส่งอีเมลติดตามหรือหากเป็นไปได้ให้พนักงานขายโทรติดตามลูกค้าเพื่อสอบถามเหตุผลที่ยังไม่สั่งซื้อ และสร้างแรงจูงใจให้ตัดสินใจทันที คุณอาจให้ข้อเสนอพิเศษ ส่วนลด หรือตัวอย่างทดลองใช้ฟรีตามความเหมาะสม

5. สร้างวิดีโอสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์

วิดีโอสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์จะช่วยให้ผู้สนใจเข้าใจวิธีการใช้งานได้ง่ายขึ้นและเห็นรูปทรง ขนาด และฟังก์ชั่นต่างๆ ของผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด การสำรวจล่าสุดพบว่า 73% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการมากขึ้นหากสามารถชมวิดีโออธิบายได้ล่วงหน้า (อ้างอิงจาก Animoto, 2017)

เคล็ดลับในการสร้างวิดีโอสาธิตที่มีประสิทธิภาพ คือ

  • รู้จักผลิตภัณฑ์ของคุณเป็นอย่างดี ทดลองใช้งานจนชำนาญก่อนบันทึกวิดีโอ
  • เขียนสคริปเพื่อใช้ในการบรรยาย อ่านทบทวนและลองให้เพื่อนร่วมงานชมการสาธิตพร้อมบรรยายว่ามีตรงไหนควรปรับปรุงแก้ไขก่อนบันทึกวิดีโอจริง
  • จัดฉากพื้นหลังให้มีสีเรียบ สว่าง ใช้แสงที่พอเหมาะ และเสียงชัดเจน ระวังเสียงรบกวนจากรอบข้าง
  • หากไม่มีคำบรรยายคุณอาจใช้เสียงดนตรีที่เหมาะสมกับเนื้อหาแทน เสียงช่วยกระตุ้นความสนใจและเพลิดเพลินในการชม วิดิโอที่ไม่มีเสียงประกอบจะทำให้เนื้อหาน่าเบื่อ
  • กำหนดเวลาของวิดีโอให้กระชับ ได้ใจความสมบูรณ์ ผู้ชมส่วนใหญ่มักเบื่อง่ายและไม่ใช้เวลานานกับเนื้อหายาวๆ ที่ไม่ชวนติดตาม
  • ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนเผยแพร่

วิดีโอช่วยคุณเพิ่มยอดขายและกระตุ้นความสนใจของผู้ชมได้มากกว่าเนื้อหาที่เป็นแค่ตัวอักษร การรู้เทคนิคในการสร้างเนื้อหาวิดีโอหรือวิดีโอโฆษณาจะช่วยให้คุณได้รับผลสำเร็จตามเป้าหมายค่ะ

6. แสดงผลิตภัณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้องในหน้ารายการสินค้า

วิธีที่ช่วยเพิ่มยอดสั่งซื้อที่ดีและประหยัดที่สุดคือการเพิ่มรูปภาพ ราคา และลิ้งก์สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องไว้ในหน้ารายการสินค้า

การสำรวจล่าสุดบอกเราว่า

  • 19.46% ของผู้ซื้อออนไลน์ต้องการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมจากไซต์อีคอมเมิร์ซ (อ้างอิงจาก BigCommerce)
  • 93% ของผู้บริโภคพิจารณารูปลักษณ์เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ (อ้างอิงจาก Justuno, 2017)

การเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ไม่ใช่เพียงเกี่ยวกับการหาผลิตภัณฑ์ที่ถูกที่สุดแต่ยังเกี่ยวกับการหาผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง ลองจินตนาการว่าคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะหาคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมได้อย่างไรเพื่อให้ตรงกับความต้องการและงบประมาณของพวกเขา ใส่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติและราคาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของเขา

ตัวอย่างเว็บไซด์ของ Apple มีฟังก์ชั่นการเปรียบเทียบสินค้าที่แสดงรูปภาพผลิตภัณฑ์พร้อมราคาและคุณสมบัติเพื่อช่วยให้ลูกค้าเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับการใช้งาน

7. ใช้ Social Media ช่วยโปรโมท

ปัจจุบัน Social Media ได้ถูกนำมาใช้เพื่อการขายสินค้าออนไลน์อย่างคึกคัก Social Media ได้กลายเป็น เครื่องมือการตลาดสำคัญของธุรกิจ eCommerce จนเกิดเทรนด์ใหม่ เรียกว่า “Social Commerce”

อ้างอิงจาก 16Best.net: การค้าทางสังคม (Social Commerce) เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่ที่อีคอมเมิร์ซและ บริษัทสื่อสังคมทำงานร่วมกันเพื่อมอบประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ยอดเยี่ยม โดยทั่วไปเป้าหมายของการพาณิชย์เพื่อสังคมคือการทำให้ผู้ซื้อสามารถใช้เครือข่ายสังคมในการทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ซได้

การสำรวจล่าสุดบอกเราว่า

  • 53% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกซื้อสินค้าออนไลน์ในปี 2016 (อ้างอิงจาก US Department of Commerce, 2017)
  • 67% ของ Millennials ชอบซื้อจากร้านค้าออนไลน์มากกว่าในร้านค้า (อ้างอิงจาก BigCommerce, 2017)
  • ผู้ปกครองใช้จ่ายออนไลน์มากกว่า 61% เมื่อเทียบกับคนโสด (อ้างอิงจาก BigCommerce, 2017)
  • 43% ของการเข้าชมเว็บไซด์อีคอมเมิร์ซทั้งหมดมาจากการค้นหาใน Google (อ้างอิงจาก Wolfgang Digital, 2017)
  • 28.74% ผู้ซื้อจะแบ่งปันผลิตภัณฑ์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์หลังจากซื้อ (อ้างอิงจาก VWO)

เปลี่ยนยอดไลค์ให้เป็นลูกค้าด้วยการจัดแคมเปญการประกวด การโหวต การแข่งขัน หรือการเล่นเกมส์ตอบคำถามเพราะวิธีนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้ผลรวดเร็วและมีศักยภาพในการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย ช่วยให้คุณได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นในขณะเดียวกันก็สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ติดตามของคุณไปในตัวค่ะ

8. สร้างแคมเปญแนะนำเพื่อน

คนส่วนใหญ่มักซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่ได้รับการแนะนำหรือบอกต่อ การตลาดแบบปากต่อปาก (Word-of-Mounth Marketing) มีส่วนช่วยให้ได้ลูกค้าใหม่ๆ ง่ายและรวดเร็ว

การสำรวจล่าสุดบอกเราว่า

  • 42% ของผู้ซื้อออนไลน์ต้องการการรับรองเพิ่มเติมจากไซต์อีคอมเมิร์ซ (BigCommerce, 2017)

กลยุทธ์การตลาดแบบปากต่อปากสามารถสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์การเพิ่มยอดขายและการรักษาลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 7 ขั้นตอนต่อไปนี้น่าจะช่วยให้ไอเดียในการใช้คำโฆษณาแบบปากต่อปากในแคมเปญการตลาดของคุณ

  • กำหนดโปรโมเตอร์ของคุณ เลือกคนที่คุณคิดว่าเหมาะสมและพร้อมจะแนะนำเพื่อนของเขา
  • รู้จักแบรนด์ผลิตภัณฑ์และบริการของคุณเป็นอย่างดี เพื่อให้ข้อมูลกับผู้แนะนำได้อย่างถูกต้อง
  • วิจัยคู่แข่งของคุณ หาข้อดีข้อเสียของคู่แข่งของคุณเพื่อหาข้อเสนอที่บอกได้ว่าทำไมจึงควรเลือกใช้สินค้า/บริการของคุณ และลูกค้าจะได้รับประโยชน์กว่าอย่างไร
  • สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าของคุณ  ลูกค้าที่รักคุณจะสนันสนุนอย่างเต็มที่
  • ใช้ชุมชนทางสังคม สร้างกลุ่มชุมชนทาง Social media เพื่อช่วยให้แบรนด์ของคุณมีส่วนร่วมกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ชุมชนสังคมสร้างการเชื่อมต่อและความสัมพันธ์ที่ดี ชุมชนจะช่วยให้แบรนด์รวบรวมลูกค้าที่มีความภักดีและให้พวกเขาพูดถึงผลิตภัณฑ์และบริการซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มยอดขาย
  • Personalization คนชอบที่จะถูกกล่าวถึง ฟังสิ่งที่พวกเขาบอกคุณ คอยตอบสนองต่อแฟนๆ ผู้ติดตามและลูกค้าด้วยความเป็นมิตร ให้พวกเขารู้ว่าความคิดเห็นของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ พูดถึงชื่อของพวกเขาในความคิดเห็นเมื่อใดก็ตามที่เหมาะสม
  • โปรแกรมความภักดี สร้างโปรแกรมความภักดีหรือโปรแกรมแนะนำผลิตภัณฑ์และตอบแทนความพยายามที่ดีที่สุดของพวกเขา

9. ใช้ Chatbot

เพิ่มผู้ช่วยการสนทนา Chatbot ทั้งในเว็บไซด์และทุกช่องทางที่เหมาะสม อย่าง Facebook Messenger เพื่อช่วยตอบคำถามซ้ำๆ คุณรู้หรือไม่ว่าคนส่วนใหญ่มักชอบสนทนากับ Bot มากกว่าสนทนากับมนุษย์

อ้างอิงจาก Facebook:

“การใช้งานแอพพลิเคชันการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือของประชากรได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ภายในสิ้นปี 2018 78% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วโลกจะส่งข้อความทุกเดือน คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 20 ปี โดยคาดการณ์ว่าฐานผู้ใช้ทั่วโลกสำหรับแอพพลิเคชั่นการส่งข้อความผ่านมือถือจะเพิ่มขึ้นอีก 23%”

การสื่อสารข้อความเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าที่พิจารณาเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเนื่องจากสามารถตอบสนองทุกครั้งที่สะดวก

การสำรวจของ Facebook พบว่าในปี 2017 มีการส่งข้อความธุรกิจต่อเดือนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ สำหรับประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 4 โดยมีการส่งข้อความธุรกิจมากถึง 1.5 เท่าของอัตราเฉลี่ยทั่วโลก

และประเทศไทยมีการส่งข้อความระหว่างบุคคลกับธุรกิจในแอพ Messenger อยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก

ลูกค้าจะรู้สึกมั่นใจที่จะซื้อสินค้า/บริการจากคุณหากพวกเขาสามารถติดต่อคุณได้โดยตรง นอกจากนี้รายละเอียดทั้งหมดยังสามารถเก็บบันทึกและพิมพ์เพื่อใช้เป็นเอกสารสำหรับอ้างอิงได้ด้วย

10. เพิ่มประสิทธิภาพการช้อปปิ้งบนอุปกรณ์มือถือ (mCommerce)

มือถือได้กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในการค้นหาสินค้า ซื้อสินค้า และชำระเงินสำหรับคนยุคใหม่ไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วช่วยให้การใช้งานบนอุปกรณ์มือถือง่าย สะดวก และประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายอย่างค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นต้น

จากการสำรวจโดย VWO พบว่า ผู้ซื้อสินค้า 37% (อายุระหว่าง 18-24 ปี) ช้อปปิ้งบนอุปกรณ์มือถือ/แท็บเล็ตมากที่สุด คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนยุคดิจิตอลและมีการใช้โทรศัพท์มือถือ/แท็บเล็ตในการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนๆ

และการสำรวจโดย Latitude พบว่า 88% ของผู้คนยอมรับว่าการมีโทรศัพท์มือถือด้วยข้อมูลเรียลไทม์ช่วยให้พวกเขาค้นพบสิ่งใหม่ๆ และช่วยให้เกิดการช้อปปิ้งโดยอัตโนมัติ

ตรวจสอบว่าเว็บไซด์ของคุณเหมาะกับอุปกรณ์มือถือและมีอัตราการโหลดเร็วเพราะนี่คือหัวใจสำคัญของธุรกิจ mCommerce ที่เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตการซื้อก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ

ก่อนปิดหน้านี้

จากการสำรวจอีกนั่นแหละที่บอกว่า

  • ยอดขายอีคอมเมิร์ซค้าปลีกทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2021 (อ้างอิงจาก Statista, 2017)
  • 57% ของผู้ซื้อออนไลน์ทำการช้อปปิ้งออนไลน์ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาจากผู้ค้าปลีกในต่างประเทศ (อ้างอิงจาก Statista, 2017)

eCommerce ไม่เพียงจะช่วยให้คุณขายสินค้าได้ในประเทศเท่านั้นแต่ยังเพิ่มโอกาสการขายสินค้าไปยังต่างประเทศด้วย การแข่งขันในตลาด eCommerce สูงมากขึ้นทุกปีในขณะเดียวกันโอกาสในการขายก็สูงตามเช่นกัน ข่าวการปิดตัวของธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่หลายรายทำให้เราต้องเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่โลกยุคดิจิทัลกำลังเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค คนที่ปรับตัวก่อน เรียนรู้ก่อน จะได้เปรียบกว่าเสมอ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s