15 วิธีป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ #Cybersecurity

ในขณะที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพิ่มความสะดวก ความทันสมัย ความคล่องตัว และอะไรๆ อีกมากมายจนเราขาดมันไปไม่ได้โดยเฉพาะการท่องอินเทอร์เน็ตที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงในทุกที่ทุกเวลา

พวกเราต่างได้ทิ้งร่องรอยการใช้งานและข้อมูลส่วนตัวไว้บนโลกออนไลน์อย่างมากมายโดยอาจคาดไม่ถึง นวัตกรรมใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยชวนเชิญให้เราใช้งานแบบง่ายๆ เพียงแค่คลิกเดียว แต่ในทางกลับกันหากข้อมูลส่วนตัวเหล่านั้นตกไปอยู่ในมือของ Hackers ความสูญเสียไม่ว่าเล็กน้อยหรือใหญ่โตก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

บัญชี Facebook ของคุณถูกแฮกหรือไม่

ภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นไม่เว้นแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นเจ้าพ่อโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook

เมื่อสัปดาห์ก่อนหลายสำนักข่าวพร้อมใจกันออกมาประโคมข่าวเกี่ยวกับบัญชีผู้ใช้ Facebook กว่า 30 ล้านบัญชีถูกแฮก

คำประกาศจาก Facebook “เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2018 เราพบว่าผู้บุกรุกใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของข้อบกพร่องสามข้อในระบบของเราเพื่อรับโทเค็นการเข้าถึง คุณสามารถใช้โทเค็น เช่น คีย์ดิจิทัลเพื่อขอข้อมูลบางอย่างผ่านทางแพลตฟอร์มของเรา เราดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาความปลอดภัยไซต์และเริ่มการตรวจสอบเพื่อพิจารณาว่ามีการเข้าถึงข้อมูล Facebook ของทุกคนหรือไม่และผู้ใช้จำนวนมากได้รับผลกระทบอย่างไร”

อัพเดทจาก Facebook “ก่อนหน้านี้เราได้ประกาศเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยบน Facebook และต้องการให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการตรวจสอบของเรา ขณะนี้เราได้พิจารณาแล้วว่าผู้โจมตีใช้โทเค็นการเข้าถึงเพื่อเข้าถึงข้อมูลบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบัญชี Facebook ประมาณ 30 ล้านบัญชี เราเสียใจมากที่เกิดเหตุการณ์นี้ ความเป็นส่วนตัวของคุณเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเราและเราต้องการอัปเดตคุณเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการตรวจสอบต่อเนื่องรวมถึงบัญชี Facebook ที่ได้รับผลกระทบข้อมูลใดบ้างที่เข้าถึงได้และผู้ใช้ Facebook สามารถทำอะไรได้บ้าง”

หากคุณต้องการทราบว่าบัญชี Facebook ของคุณได้รับผลกระทบหรือไม่ สามารถทำได้โดยเข้าไปตรวจสอบที่ https://www.facebook.com/help/securitynotice?ref=sec เลื่อนลงไปด้านล่างจะเห็นข้อความที่บอกสถานะความปลอดภัยของบัญชีคุณ

  • บัญชีของคุณไม่ได้รับผลกระทบ

  • บัญชีของคุณได้รับผลกระทบ

Image Source: Techcrunch

หากคุณเป็นหนึ่งในบัญชีที่ถูกแฮกอย่าเพิ่งตกใจเพียงเฝ้าระวังอีเมลหรือสายที่ติดต่อหาคุณที่ดูแปลกๆ อย่าคลิกลิ้งก์จากอีเมลนั้นแต่ให้ไปที่เว็บไซด์ของบริษัทแทน อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือหมายเลขบัตรเครดิตหากได้รับสายแปลกๆ จากคนไม่รู้จักที่พยายามขอข้อมูลของคุณ

The State of Cybersecurity 2018

ด้วยการเติบโตของ Internet of Things (IoT) และวิวัฒนาการของนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI), มัลแวร์ (Malware), การเข้าชมเว็บที่เข้ารหัส (Encrypted web traffic), และระบบคลาวด์ มีส่วนทำให้เกิดภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างกว้างขวาง

Cisco ได้จัดทำรายงานเรื่อง 2018 Annual Cybersecurity Report ซึ่งมีสาระสำคัญบางส่วนน่าสนใจและอยากนำมาแบ่งปัน คุณรู้หรือไม่ว่า….

  • ไฟล์ PDF เป็นประเภทไฟล์ที่เป็นเป้าหมายต่อภัยคุกคามภายในมากที่สุด
  • อุปกรณ์มือถือเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งและยากที่สุดที่จะปกป้อง
  • 50 เปอร์เซ็นต์ของการเข้าชมเว็บทั่วโลกถูกเข้ารหัสตั้งแต่ตุลาคม 2017

และการสำรวจของ Gartner พบว่าร้อยละ 65 ขององค์กรมีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยระบบไซเบอร์ แม้ว่าซีไอโอ 95% คาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของภัยคุกคามไซเบอร์ในช่วงสามปีข้างหน้าแต่เพียงร้อยละ 65 ขององค์กรของพวกเขามีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์

Barkly ได้รวบรวมสถิติภัยคุกคามในปี 2018 ที่คุณควรรู้ และเราได้สรุปประเด็นสำคัญๆ ไว้ตามด้านล่างนี้

“เมื่อพิจารณาข้อมูลปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่มีการระบาดของโรค Ransomware ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ (WannaCry) และการละเมิดข้อมูลที่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรสหรัฐอเมริกา (Equifax) อาจไม่น่าแปลกใจที่องค์กรรายงานว่าพวกเขากำลังเผชิญกับอันตรายมากขึ้นในโลกออนไลน์ และเมื่อต้นปี 2018 มีการเปิดเผยข้อมูลช่องโหว่ของ Meltdown และ Spectre ที่ทำให้ระบบปฏิบัติการและอุปกรณ์ทุกระบบบนโลกใบนี้มีความเสี่ยง แม้ว่าจะมีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี นี่คือ 10 สถิติที่บอกว่า Cybersecurity มีการพัฒนาอย่างไรพร้อมข้อมูลเชิงลึกในสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป”

  • 7 ใน 10 องค์กรกล่าวว่าความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2017 (Ponemon Institute)
  • 77% ของการโจมตีที่ประสบความสำเร็จในการโจมตีองค์กรในปี 2017 ใช้เทคนิค Fileless (Ponemon Institute)
  • หนึ่งในสามของการโจมตีทั้งหมดคาดว่าจะใช้เทคนิค Fileless ในปี 2018 (Ponemon Institute)
  • 69% ขององค์กรไม่เชื่อว่าโปรแกรมป้องกันไวรัสสามารถยับยั้งภัยคุกคามที่เห็นได้ (Ponemon Institute)
  • 4 ใน 5 องค์กรได้รับการแทนที่หรือเพิ่มโซลูชันป้องกันไวรัสที่มีอยู่ในปี 2017 (Ponemon Institute)
  • เพียงหนึ่งในสามขององค์กรเชื่อว่าพวกเขามีทรัพยากรเพียงพอในการจัดการความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Ponemon Institute)
  • การใช้จ่ายด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ทั่วโลกจะมากถึง 96 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2018 (Gartner)
  • ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการโจมตีทางไซเบอร์ที่ประสบความสำเร็จอยู่ที่ 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 301 เหรียญสหรัฐฯ ต่อพนักงาน (Ponemon Institute)
  • เปอร์เซ็นต์ของมัลแวร์ที่ถูก ransomware ลดลงจาก 70% ในเดือนมิถุนายนปี 2017 เหลือน้อยกว่า 5% ในเดือนธันวาคม (Malwarebytes)
  • Cryptominers มีผลกระทบต่อ 55% ขององค์กรทั่วโลก (Check Point)

15 วิธีป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ #Cybersecurity

คุณสามารถป้องกันการติดตามและการมองเห็นในขณะใช้งานบนโลกออนไลน์ได้หลายวิธี และ 15 วิธีป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ต่อไปนี้น่าจะช่วยคุณเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวได้ไม่มากก็น้อย

บนเว็บเบราว์เซอร์

1. ตั้งค่าไม่ระบุตัวตน (Incognito)

โหมด Incognito จะปิดใช้งานข้อมูลการติดตามในเบราว์เซอร์และป้องกันไม่ให้เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลการท่องเว็บ

วิธีติดตั้งโหมดไม่ระบุตัวตนในเบราว์เซอร์ Chrome, Firefox และ Window

2. บล็อกคุกกี้ของบุคคลที่สาม (Block third-party cookies)

คุกกี้เป็นข้อมูลขนาดเล็กที่ช่วยให้คุณสามารถจดจำข้อมูลจากไซต์ภายนอกได้ การปิดกั้นคุกกี้ช่วยป้องกันไม่ให้มีการติดตามกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตของคุณ

วิธีติดตั้ง Block Third-Party Cookies ในเบราว์เซอร์ Chrome, Firefox และ Window

3. ปรับแต่งสิทธิ์สำหรับเว็บไซต์ที่คุณเข้าถึง (Tailor permissions for websites that you access)

หากคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของเว็บไซต์คุณสามารถเปลี่ยนตัวเลือกการอนุญาตเพื่อป้องกันไม่ให้ติดตามคุณได้

วิธีปรับแต่งสิทธิ์สำหรับเว็บไซด์ในเบราว์เซอร์ Chrome, Firefox และ Window

Facebook

4. ตั้งค่าจำกัดผู้มองเห็นโพสต์ของคุณ

วิธีตั้งค่า ไปที่บัญชี Facebook ของคุณ > ที่แถบเมนูด้านบนเลือก Settings > ที่แถบเมนูด้านซ้ายเลือก Privacy > ที่หัวข้อ Your Activity – Who can see your future posts? คลิก Edit เพื่อแก้ไข > คลิกเมนู Drop down เลือก Friends

5. ตั้งค่าจำกัดผู้ติดตามคุณ ผู้ติดตามคุณจะเห็นโพสต์ที่เป็นสาธารณะของคุณแม้เขาจะไม่ใช่เพื่อนก็ตาม ข้อดีของตัวเลือกนี้คือ ตั้งค่าเป็นสาธารณะในกรณีที่คุณเป็นบุคคลสาธารณะหรือต้องการเปิดให้ผู้คนติดตามได้โดยไม่ต้องเป็นเพื่อน แต่หากต้องการให้ติดตามได้เฉพาะเพื่อนก็สามารถปรับค่าได้

วิธีตั้งค่า ไปที่บัญชี Facebook ของคุณ > ที่แถบเมนูด้านบนเลือก Settings > ที่แถบเมนูด้านซ้ายเลือก Public posts > ที่หัวข้อ Who Can Follow Me คลิกเมนู Drop down เลือก Friends

6. ปิดการค้นหาด้วยที่อยู่อีเมลและหมายเลขโทรศัพท์ ผู้คนสามารถค้นหาคุณใน Facebook ได้ด้วยที่อยู่อีเมลและหมายเลขโทรศัพท์ หากคุณต้องการจำกัดการค้นหาให้ตั้งค่าเป็นเฉพาะเพื่อนเท่านั้น

วิธีตั้งค่าจำกัดการค้นหาด้วยที่อยู่อีเมล ไปที่บัญชี Facebook ของคุณ > ที่แถบเมนูด้านบนเลือก Settings > ที่แถบเมนูด้านซ้ายเลือก Privacy > ที่หัวข้อ How people can find and contact you – Who can look you up using the email address you provided? คลิก Edit เพื่อแก้ไข > คลิกเมนู Drop down เลือก Friends

และสำหรับการจำกัดการค้นหาด้วยหมายเลขโทรศัพท์ ให้แก้ไขที่ Who can look you up using the phone number you provided?

Twitter

7. ป้องกันการรวบรวมและแบ่งปันข้อมูลของคุณ

วิธีตั้งค่า ไปที่บัญชี Twitter ของคุณ > คลิกที่รูปภาพโปรไฟล์ > เลือกการตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว > ที่แถบเมนูซ้ายมือเลือกความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > เลื่อนลงไปที่การตั้งค่าส่วนบุคคลและข้อมูล คลิกแก้ไข > คุณจะเข้าสู่หน้าต่างการตั้งค่าส่วนบุคคลและข้อมูล > คลิกแถบเมนูด้านหลังเพื่อปิดการใช้งานทั้งหมด > คลิกบันทึกการเปลี่ยนแปลง

8. ป้องกันทวิตและข้อมูลสถานที่ทวิต

วิธีตั้งค่า ไปที่ ‘ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย’ > คลิกที่ช่องสี่เหลี่ยมเพื่อเลือกตั้งค่า “ป้องกันทวิตของคุณ” และ “ทวิตพร้อมตำแหน่ง” > คลิกที่ “ลบข้อมูลตำแหน่ง” เพื่อลบป้ายตำแหน่งในทวิตอดีตทั้งหมด

9. ป้องกันการค้นหาด้วยที่อยู่อีเมลและหมายเลขโทรศัพท์

วิธีตั้งค่า ไปที่ ‘ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย’ > เลื่อนลงไปที่ “ความสามารถในการค้นหา” > คลิกที่ช่องสี่เหลี่ยมเพื่อลบเครื่องหมายถูกออกทั้งที่อยูอีเมลและหมายเลขโทรศัพท์

Instagram

10. ตั้งค่าบัญชีเป็นส่วนตัว

วิธีตั้งค่า ไปที่บัญชีอินสตาแกรมของคุณ > เลือก Settings > เลือก Privacy and security > Account privacy > Private account เลื่อนปุ่มด้านหลังเพื่อเปิดหรือปิด

11. ป้องกันการแบ่งปันข้อมูลกับโซเชียลเน็ตเวิร์คอื่นๆ

วิธีตั้งค่า ไปที่ Settings > Privacy and security > Linked accounts > เลือกเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่นของโซเชียลมีเดียที่ต้องการเปิดหรือปิด

iOS

12. ลบการติดตามข้อมูลจากเว็บไซด์ใน Safari

วิธีตั้งค่า ไปที่ Settings > Safari > Privacy & Security > Fraudulent Website Warning เลื่อนแถบเปิดเพื่อให้เตือนก่อนเข้าชมเว็บไซด์ที่อาจไม่ปลอดภัย (คุณสามารถเลือก Ignor เมื่อมีการเตือนหากคิดว่าเว็บไซด์นั้นไว้ใจได้) > เลือก Clear History and Website Data เพื่อลบประวัติการท่องเว็บของคุณทั้งหมด

13. จำกัดการติดตามโฆษณา

วิธีตั้งค่า ไปที่ Settings > Privacy > Advertising > Limit Ad Tracking เปิดหรือปิดการติดตามโฆษณา

Android

14. ป้องกัน Google ให้ข้อมูลกับผู้โฆษณา อย่างเช่น สถานที่และแอปพลิเคชั่นที่กำลังใช้

วิธีตั้งค่า ไปที่ Settings > Google > Ads > Opt out of Ads Personalization

15. ป้องกัน Google จากการสำรองข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ของคุณรวมทั้งประวัติการโทร, แอพที่ใช้งานและเครือข่าย WiFi ที่คุณเชื่อมต่อ

วิธีตั้งค่า ไปที่ Settings > Cloud and accounts > Backup and restore > Back up my data เพื่อเปิดหรือปิดการอนุญาติ

* ตัวเลือกและวิธีการใช้งานอาจแตกต่างเล็กน้อยขึ้นกับอุปกรณ์ที่ใช้

**ชม Infographic ฉบับเต็มได้ที่ CASHNETUSA

คุณอาจสนใจบทความนี้: วิธีตั้งค่า Parent Controls สำหรับอุปกรณ์ทุกระบบ

ก่อนปิดหน้านี้

สถิติของภัยคุกคามไซเบอร์ในปี 2018 ค่อนข้างน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะหากคุณทำธุรกิจบนโลกออนไลน์หรือบุตรหลานของคุณใช้อุปกรณ์มือถือ/แท็บเล็ตในการท่องอินเทอร์เน็ตหรือแม้แต่การเล่นโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างไม่ระวัง

เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับการหลอกลวง การล้วงข้อมูลส่วนตัว การล่อลวงเยาวชน และอีกหลากหลายวิธีที่มิจฉาชีพและ Hackers ใช้เพื่อสร้างความเสียหายให้ผู้ตกเป็นเหยื่อ แม้ว่าบริษัทที่ให้บริการจะมีการป้องกันและมีทีมงานคอยดูแลความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน แต่เราก็ไม่สามารถวางใจได้ร้อยเปอร์เซ็นว่าการแฮกข้อมูลส่วนตัวจะไม่เกิดขึ้น

วิธีที่ดีที่สุดคือการตั้งค่าความปลอดภัยบนอุปกรณ์ทั้งหมดของคุณ อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวกับผู้ที่ไม่รู้จัก และรายงานกับบริษัทผู้ให้บริการโดยตรงหากมีข้อสงสัย

vyper

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s