7 วิธีป้องกันอุปกรณ์ของคุณจากภัยคุกคาม #Cryptojacking

 

เงินดิจิทัลกำลังเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับให้เป็นสกุลเงินที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในหลายประเทศทั่วโลก แต่ไม่ว่าคุณจะสนใจถือครองเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin, Ethereum, Ripple หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ หรือไม่ คุณก็อาจตกเป็นเหยื่อของ Cryptojacking ได้เช่นกัน

คุณเคยสังเกตหรือไม่ว่าบางครั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง แบตเตอร์รี่หมดเร็วกว่าที่ควร บางครั้งการใช้งานแบบง่ายๆ ก็กลับเกิดปัญหาหน้าจอค้าง สัญญาณเหล่านี้อาจบ่งบอกได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือของคุณอาจกำลังถูกขโมยพลังงานเพื่อการขุดเหมืองลับสำหรับเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ก็เป็นได้

Bitcoin กับภาวะโลกร้อน

การขุดเหมืองสกุลเงินดิจิทัล Bitcoin จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ฮาดแวร์ที่มีประสิทธิภาพมากและต้องใช้กระแสไฟฟ้าสูง การทำเหมือง Bitcoin ในแต่ละครั้งจะปล่อยของเสียอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไปสู่ชั้นบรรยากาศของประเทศที่ทำเหมือง Bitcoin แต่ที่ต้องห่วงก็เพราะเหมือง Bitcoin เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกเนื่องจากมีความต้องการสูงและผลตอบแทนที่ดี

รายงานล่าสุดพบว่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้สำหรับการค้า Bitcoin เดียวอาจเท่ากับการใช้พลังงานภายในบ้านหนึ่งหลังเกือบเดือนเลยทีเดียว และการศึกษานี้พบว่า Bitcoin อาจทำให้อุณหภูมิโลกสูงกว่า 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2033 ซึ่งนักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและนักวิเคราะห์ด้านพลังงานต่างออกมาเตือนผลเสียของการทำเหมือง Bitcoin ที่อาจนำไปสู่ภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเสนอให้ให้ชะลอการเพิ่มจำนวน Bitcoin เท่าที่จะเป็นไปได้

Vsharecontent.com - 7 วิธีป้องกันอุปกรณ์ของคุณจากภัยคุกคาม #Cryptojacking

Photo by Andre Francois on Unsplash

Cryptocurrency กับเทคโนโลยี Blockchain

Cryptocurrency เป็นเงินดิจิทัลที่สามารถใช้ชำระเงินทางออนไลน์ที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องผ่านธนาคารกลาง การซื้อและการโอนทั้งหมดจะได้รับการเข้ารหัสจัดเก็บและบันทึกลงในบัญชีแยกประเภทที่รู้จักกันในชื่อ Blockchain ซึ่งรวบรวมประวัติการทำธุรกรรมและข้อมูลทั้งหมดด้วยรหัสที่ได้รับการรับรองจากผู้ใช้งาน ทุกรายการของทุกๆ บิตเงินดิจิทัลจะถูกบันทึกไว้ใน Blockchain ที่ต้องใช้พลังประมวลผลจากคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมากและนี่จึงเป็นที่มาของผู้เข้ารหัสลับ (Cryptominer)

Blockchain มีประโยชน์อย่างไร?

ก่อนอื่นเราคงต้องทำความเข้าใจกับระบบการทำงานของ Blockchain ก่อน Investinblockchain.com ได้อธิบายคุณสมบัติของ Blockchain ไว้ดังนี้

1. Blockchain เก็บบันทึกการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งหมด – บันทึกนี้เรียกว่า บัญชีแยกประเภท ในโลกของ Cryptocurrency และการแลกเปลี่ยนข้อมูลแต่ละครั้งจะเป็น ธุรกรรม ทุกรายการที่ได้รับการยืนยันจะถูกเพิ่มลงในบัญชีแยกประเภทเป็น block

2. ใช้ระบบกระจายเพื่อตรวจสอบแต่ละรายการ – เครือข่าย peer-to-peer ของโหนด (nodes)

3. เมื่อลงนามและตรวจสอบธุรกรรมใหม่จะถูกเพิ่มลงใน Blockchain และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

การทำธุรกรรมแต่ละครั้งเกิดขึ้นโดยไม่ผ่านตัวกลางเป็นการกระจายอำนาจ (Decentralization) ผู้ทำธุรกรรมจะได้รับคีย์เพื่อการเข้ารหัสลับเฉพาะตัว คีย์ของคุณคือ คีย์ส่วนตัว (Private Key) และ คีย์สาธารณะ (Public Key) ที่ผู้อื่นใช้เพื่อระบุตัวตนคุณ ในโลกของ Cryptocurrency คีย์สาธารณะก็คือ ที่อยู่กระเป๋าเงินดิจิทัลของคุณ

ทุกครั้งที่มีการทำธุรกรมเกิดขึ้นรายการนั้นจะได้รับการลงนามโดยผู้ที่ได้รับอนุญาตและบันทึกไว้ในระบบกล่องข้อมูลที่เรียกว่า Block พร้อมด้วย Timestamp และหมายเลขอ้างอิง (ID) ที่ไม่ซ้ำกัน ธุรกรรมนี้จะเผยแพร่ไปยังเครือข่ายแบบ peer-to-peer ของโหนดเพื่อให้รับทราบว่ามีธุรกรรมนี้เกิดขึ้นและเพิ่มลงในบัญชีแยกประเภท ธุรกรรมแต่ละรายการในบัญชีแยกประเภทดังกล่าวจะมีข้อมูลเดียวกัน ได้แก่ ลายเซ็นดิจิทัล คีย์สาธารณะ Timestamp และ ID ที่ไม่ซ้ำกัน แต่ละรายการ (Block) จะเชื่อมต่อกันเป็นโซ่ (Chain)

Blockchain เป็นวิธีการกระจายอำนาจที่ไม่อนุญาตให้มีการแก้ไขปลอมแปลงหรือทุจริต เนื่องจากการใช้เครือข่ายแบบ peer-to-peer สำเนาของบัญชีแยกประเภทจะถูกเก็บไว้ในตำแหน่งที่ตั้งอื่นๆ และไม่สามารถติดตามทุกๆ รายได้ หากมีการแก้ไขข้อมูลโหนดอื่นๆ จะต้องเห็นด้วยกับธุรกรรมนั้นจึงจะเพิ่มลงในบัญชีแยกประเภทได้ และที่สำคัญคือ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังโหนดนั้นๆ และนี่จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่าเทคโนโลยี Blockchain คืออนาคตของสกุลเงินและมีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เช่น

  • การเงินและการธนาคาร – ปรับปรุงการประมวลผลการชำระเงินด้วยธุรกรรมที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วปลอดภัย อนุญาตการทำธุรกรรมระหว่างประเทศได้โดยไม่มีสกุลเงินของประเทศ ลดความซับซ้อนในการตรวจสอบ
  • การกุศล – ติดตามการจัดสรรเงินบริจาค ความรับผิดชอบ ลดค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการรับบริจาค ให้แน่ใจว่าแคมเปญ Crowdfunding ได้รับการบริจาคและผู้ร่วมสมทบจะได้รับการชดเชย
  • การจัดเก็บข้อมูลคลาวด์ – เพิ่มความปลอดภัยในเครือข่ายแบบกระจายอำนาจทำให้ต้นทุนการทำธุรกรรมลดลงพร้อมกับความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์ที่ไม่ได้ใช้งาน
  • การป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ – เพิ่มความปลอดภัยในเครือข่ายแบบกระจายอำนาจทำให้ต้นทุนการทำธุรกรรมลดลงพร้อมกับความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์ที่ไม่ได้ใช้งาน
  • การพลังงาน – บายพาสกริดสาธารณะเพื่อให้ได้รับการถ่ายโอนพลังงานที่ดีกว่า ความสามารถในการวัดข้อมูลแบบสมาร์ทจะเป็นไปได้
  • การประกันภัย – ปรับปรุงสัญญาหลายฝ่าย ปรับปรุงประสิทธิภาพของสัญญาความเสี่ยง ปรับปรุงการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ความโปร่งใสของข้อมูลที่ใช้ร่วมกันในการลดข้อพิพาท
  • กฎหมาย – อนุญาตให้คู่สัญญาทำสัญญาสมาร์ทกับกฎที่ระบุโดยเฉพาะวันหมดอายุและช่วยให้สามารถเข้าถึงได้สำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • การแพทย์/การดูแลสุขภาพ – ปรับปรุงความสมบูรณ์ของยาและความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์ รักษาฐานข้อมูลผู้ป่วยบน Blockchain ให้ความโปร่งใสและระบบอัตโนมัติภายในผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล/แพทย์
  • เพลง/สื่อ – ศิลปินถือสิทธิการเป็นเจ้าของ ช่วยในการต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์และให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับการซื้อ/สตรีมเพลง
  • การท่องเที่ยว – ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของการยืนยันตัวผู้โดยสาร, บัตรโดยสารการขึ้นเครื่องบิน, หนังสือเดินทาง, การชำระเงิน และเอกสารการเดินทางดิจิทัล ตรวจสอบโปรแกรมความภักดีและการติดตาม

ทำไมจึงต้องใช้พลังงานในการทำเหมือง Cryptomining

แม้ว่า Cryptomining จะเป็นธุรกิจใหม่ที่ถูกกฎหมาย แต่การทำเหมืองเพื่อเข้ารหัสลับจำเป็นต้องใช้พลังงานจาก CPU จำนวนมากในการประมวลผลและแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อให้ได้ Proof of Work (PoW) ซึ่งจะตรวจสอบบล็อกถัดไปในห่วงโซ่

Cryptomining ทำหน้าที่สองอย่างคือ – ปรับปรุงบัญชีแยกประเภทและปล่อย cryptocurrency เพิ่มเติมลงในระบบ นักทำเหมืองจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินดิจิทัลสกุล Bitcoin ซึ่งปัจจุบันอัตราค่าตอบแทนอยู่ที่ 12.5 BTC (Bitcoins) หรือประมาณ 140,000 เหรียญสหรัฐฯ และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนมากกำลังทำเหมืองเพื่อให้ได้เงิน Bitcoin เป็นค่าตอบแทน

Cryptojacking ภัยคุกคามการทำเหมืองลับภายใน

ด้วยผลตอบแทนจำนวนมากในการทำเหมืองอาชญากรไซเบอร์ก็อาศัยช่องว่างในการฝังรหัสลับบนเบราว์เซอร์เพื่อลักลอบใช้พลังงานจาก CPU เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

Cyptojacking ในเบราว์เซอร์เป็นเคล็ดลับที่เป็นที่นิยมมากเพราะใช้ JavaScript เพื่อฝังคนขุดเหมืองบนเครื่องใดก็ตามที่เข้าชมเว็บไซต์ที่ติดไวรัส การทำเหมืองมักจะหยุดลงหลังจากที่คุณออกจากเว็บไซต์นั้น แต่มีความพยายามหลายครั้งในการเปิดหน้าต่างเบราว์เซอร์ใหม่ที่ซ่อนอยู่ซึ่งยังคงทำเหมืองต่อแม้ว่าคุณจะออกจากหน้าเว็บนั้นก็ตาม พวกเขาจะแย่ง CPU ของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัวหรือยินยอมและเปลี่ยนทิศทางพลังงานไปสู่การได้รับ PoW ต่อไป

หากคุณถูกขโมยพลังงานก็เท่ากับบิลค่าไฟฟ้าของคุณจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น และหากมีการใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มที่นานเกินไปมันอาจจะทำให้คอมพิวเตอร์ร้อนและโปรแกรมบางโปรแกรมทำงานผิดปกติ

ไม่เพียงเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น Cryptojacking ยังอาจเกิดขึ้นได้บนอุปกรณ์มือถือของคุณด้วยเช่นกัน ในกรณีที่คุณถูก Cryptojacking บนโทรศัพท์มือถือความร้อนที่สูงเกินไปอาจทำลายอุปกรณ์หรือทำให้อายุการใช้งานของอุปกรณ์ลดลง

Photo by Simon Zhu on Unsplash

7 วิธีป้องกันอุปกรณ์ของคุณจากภัยคุกคาม #Cryptojacking

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญยังยอมรับว่าเป็นการยากที่จะบอกได้ว่าแอปใดกำลังซ่อนมัลแวร์ และบางครั้งมันก็จะซ่อนตัวมากับเบราว์เซอร์ของเว็ปไซด์ที่ติดไวรัสแม้คุณจะปิดหน้าต่างเบราว์เซอร์แล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยการรู้จักวิธีป้องกันภัยคุกคาม Cryptojacking ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุดก่อนที่มันทำลายอุปกรณ์ของคุณหรือดูดเงินค่าไฟฟ้าของคุณมากไปกว่านี้

7 วิธีป้องกันอุปกรณ์ของคุณจากการถูกขโมยใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัล

1. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบปฏิบัติการและแอปของคุณได้รับการ Update เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

2. ติดตั้งเฉพาะแอปพลิเคชันจากแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ (Google Play และ Apple App Store)

3. หลีกเลี่ยงการติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่รู้จัก

4. ก่อนดาวน์โหลดแอปควรตรวจสอบรีวิวของผู้ใช้และคะแนนที่ได้รับเพื่อให้แน่ใจว่าน่าเชื่อถือและเป็นเวอร์ชั่นที่ถูกต้อง

5. อย่าให้สิทธิ์ที่สำคัญในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเกินจำเป็น คุณสามารถตรวจสอบสิทธิ์เหล่านี้ได้หลังจากคลิก Install จะปรากฎหน้าต่างป๊อปอัพเพื่อแจ้งถึงสิทธิ์ที่แอปจะเข้าถึง คุณสามารถแก้ไขหรือไม่อนุญาตบางข้อได้ก่อนตอบยอมรับ

6. ติดตั้งซอฟแวร์ป้องกันไวรัสที่ช่วยตรวจจับการลักลอบขโมยพลังงาน เลือกใช้ซอฟแวร์ที่เหมาะสมกับระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์เพื่อช่วยป้องกันภัยคุกคาม Cryptojacking

7. หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดแอปผ่านระบบ Wifi สาธารณะ

คุณอาจสนใจบทความนี้ วิธีตั้งค่า Parent Controls สำหรับอุปกรณ์ทุกระบบ

ก่อนปิดหน้านี้

นอกจากภัยคุกคาม Cryptojacking แล้ว ยังมีภัยคุกคามที่มักมากับอีเมลและโซเชียลมีเดีย ที่คุณอาจต้องระวังและรู้วิธีป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป สิ่งสำคัญคือ ระวังการคลิกลิ้งก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ, ตรวจสอบว่าชื่อเว็ปไซด์หรือที่อยู่อีเมล์มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้, อย่าเก็บข้อมูลสำคัญไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์, ระวังการชมวิดีโอหรือแอปเล่นเกมส์ต่างๆ ที่ให้ความสนุกสนาน แฮกเกอร์มักใช้แอปและวิดีโอเหล่านี้เพื่อดึงดูดให้คุณเข้าชมหรือเล่นเกมส์แล้วฝังมัลแวร์ไว้ในอุปกรณ์ของคุณ

ชมวิดีโอด้านล่างจาก Futurism ค่ะ

 

Source:

https://mashtips.com

www.potdar.info

https://www.investinblockchain.com

https://www.businessinsider.com

https://futurism.com

vyper

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s