10 แนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2019

เรากำลังเดินเข้าสู่ยุคการปฎิรูประบบดิจิทัลที่บริษัทส่วนใหญ่มุ่งเน้นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในปัจจุบันมากกว่าการสร้างแบบจำลองทางธุรกิจใหม่ ๆ เทคโนโลยีที่ล้ำยุคและการเข้ามามีอิทธิพลของมันทำให้มนุษย์ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการปฎิรูประบบเพื่อรองรับเทคโนโลยีเหล่านี้

ธุรกิจระดับโลกต่างต้องการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและปรับปรุงความปลอดภัย เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปและอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างมือถือก็ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว

10 แนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2019

นวัตกรรมที่ล้ำยุคซึ่งเราได้เห็นและนำมาใช้บ้างแล้วในปี 2018 จะยังคงมีแนวโน้มในการสร้างผลกระทบต่อธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของเราอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มในปี 2019 นี้จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถมากขึ้น แน่นอนว่ามันมีผลกระทบต่อวงจรการใช้ชีวิตทั้งที่ทำงานและที่บ้านของผู้คนทั่วโลก

แนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2019 ได้แก่

1. อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ (Internet of Things หรือ IoT) – เครือข่ายของอุปกรณ์ทางกายภาพยานพาหนะเครื่องใช้ภายในบ้านและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ฝังตัวอยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซอฟต์แวร์เซนเซอร์อุปกรณ์ขับเคลื่อนและการเชื่อมต่อซึ่งจะช่วยให้วัตถุเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้

ในปี 2019-2020 จะมีการแข่งขันด้าน Internet of Things สูงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่สุขภาพไปจนถึงธุรกิจอุตสาหกรรมที่ต้องมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ธุรกิจจะแข่งขันในการลงทุนด้านนี้มากขึ้นเพื่อให้ชนะคู่แข่งในตลาด IoT จะมีความสำคัญอย่างมากต่อ Smart City, การทำงานร่วมกัน, การรักษาความปลอดภัยข้อมูลและโซลูชั่นที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง, การอัพเดทแบบเรียลไทม์, การนำ Big Data มาใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจและปรับปรุงกระบวนการทำงาน, และการทำงานแบบระยะไกลหรือ Remote จำเป็นต้องอาศัย IoT ที่มีประสิทธิภาพ

Image source: Mobidev

2. การทำงานอัตโนมัติ (Automation) – เทคโนโลยีที่กระบวนการหรือขั้นตอนดำเนินการโดยปราศจากความช่วยเหลือจากมนุษย์

ในปี 2019 การตลาดอัตโนมัติจะมีการแข่งขันสูง รายงานการตลาดอัตโนมัติได้ผลสรุปว่า สถิติการใช้งานด้านการตลาดอัตโนมัติขั้นสูง: โดยเฉลี่ย 51% ของ บริษัท กำลังใช้ระบบการตลาดอัตโนมัติ ด้วยมากกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัท B2B (58%) วางแผนที่จะใช้เทคโนโลยี

  • อุตสาหกรรมซอฟแวร์การตลาดอัตโนมัติจะเติบโตขึ้นมากกว่า 30% ต่อปี – SharpSpring “Investor Presentation Jan 2018” (2018)
  • 67% ของผู้นำตลาดปัจจุบันใช้แพลตฟอร์มการตลาดอัตโนมัติ – Salesforce “State of Marketing” (2017)
  • 35.2% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขากำลังใช้ระบบการตลาดแบบอัตโนมัติ 64.8% ตอบว่าระบบการตลาดอัตโนมัติยังไม่มีการใช้โดย บริษัท ของพวกเขา – Liana “The Benefits and Challenges of Marketing Automation” (2017)
  • ในอีกสองปีข้างหน้าผู้บริหารการตลาดอีก 21% วางแผนที่จะใช้แพลตฟอร์มการตลาดอัตโนมัติ – Salesforce “State of Marketing” (2017)

Image source: EmailMonday

  • เทคโนโลยีการตลาดอัตโนมัติคาดว่าจะเติบโตที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 14% ในช่วงห้าปีถัดไป การเติบโตสูงสุดของแพลตฟอร์ม “การตลาดผ่านช่องทางอัตโนมัติ” จะเพิ่มขึ้น 25% ต่อปีโดยมีแพลตฟอร์ม “นำไปสู่รายได้อัตโนมัติ” ที่ 19.4% – Forrester “Marketing Automation Technology Forecast, 2017 to 2023 (Global)” (2018)
  • การทำแผนที่ประสบการณ์ของลูกค้า (53%) และการใช้เนื้อหาส่วนบุคคล / แบบไดนามิก (51%) ถือเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการตลาดอัตโนมัติ – Ascend2 “Optimizing Marketing Automation survey” (June 2018)

 

Image source: EmailMonday

  • ประสบการณ์ของลูกค้าที่ดีขึ้น (45.9%) การปรับปรุงคุณภาพของโอกาสในการขาย (37.7%) และการเพิ่มจำนวนโอกาสในการขาย (34.9%) ถือเป็นประโยชน์ที่สำคัญของระบบการตลาดอัตโนมัติ – Liana “The Benefits and Challenges of Marketing Automation” (2017)
  • นักการตลาดกล่าวว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของกลยุทธ์การตลาดแบบอัตโนมัติคือ:เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (43%)
    การเพิ่ม ROI การตลาด (41%)
    การปรับปรุงการจัดการแคมเปญ (40%)
    การปรับปรุงคุณภาพฐานข้อมูล (39%)
    การได้รับลูกค้าเพิ่มขึ้น (39%)
    ประสิทธิภาพการวัด (37%)
    การจัดตำแหน่งการตลาดและการขาย (24%)

ที่มา Adestra “State of Marketing Automation Benchmarks for Success” (2017)

คุณสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่ค่ะ

3. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) – ยังเป็นที่รู้จักในนามของเครื่องอัจฉริยะ AI เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นโดยเครื่องจักรตรงกันข้ามกับความฉลาดทางธรรมชาติที่มนุษย์และสัตว์อื่น ๆ แสดง

เราจะยังคงมองเห็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ML และ AI ในปี 2019 และอื่น ๆ บริษัท ต่างๆเช่น Amazon, Apple, Facebook, Google, IBM และ Microsoft กำลังลงทุนในการวิจัยและพัฒนา AI ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ในการนำ AI ไปสู่ผู้บริโภค

ในปี 2019 นี้เราจะเห็น AI เป็นรูปธรรมมากขึ้น อย่างเช่น

  • ทุกอย่างจากกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านของเราไปจนถึงอาวุธที่ใช้ปกป้องชายแดนของเราถูกคาดการณ์ว่าจะมีการดำเนินการโดย AI
  • จะมีการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายในกระบวนการทางธุรกิจมากขึ้นถึง 3 เท่า และในอีก 2 ปีข้างหน้าการลงทุนในเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ เช่น ตัวแทนการบริการลูกค้าเสมือน, หุ่นยนต์กระบวนการอัตโนมัติ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
  • 59% ของผู้เข้าร่วมการสำรวจเชื่อว่าระบบอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านไอทีได้ถึงสองเท่าในปี 2020
  • AI ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีราคาแพงซึ่งเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่สามารถเข้ามาสู่ตลาดได้ แต่ด้วยฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ราคาถูกและอัลกอริทึมโอเพ่นซอร์สระบบจะเปลี่ยนไปในไม่ช้า
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าเครื่องมือที่ใช้ในการสรรหา AI จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีหน้า AI ถูกนำมาใช้เป็นผู้ช่วยในการสรรหาที่นอกจากจะสามารถสนทนากับผู้สมัครงานผ่านอีเมลและ Skype แล้วมันยังสามารถคัดเลือกผู้สมัครที่เข้าเกณฑ์ด้วย หากคุณส่งใบสมัครที่ไม่เข้าเกณฑ์ไป AI จะปฏิเสธผู้สมัครโดยอัตโนมัติ
  • AI ได้ถูกนำมาใช้งานในฐานทัพสหรัฐฯ โดยมันกำลังได้รับการพัฒนาเพื่อช่วยคาดการณ์เมื่อต้องมีการซ่อมแซมยานรบ เมื่อการใช้งานประสบความสำเร็จ AI จะใช้ในโลกพลเรือน AI จะเตือนคุณเกี่ยวกับการเสียของเครื่องยนต์ที่กำลังจะเกิดและช่วยคุณเตรียมความพร้อมสำหรับปัญหานั้น

4. ความเป็นจริงที่เพิ่มขึ้นและความเป็นจริงเสมือน (AR & VR) – ความเป็นจริงที่เพิ่มขึ้น (AR) คือมุมมองชีวิตโดยตรงหรือโดยอ้อมเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมจริงในโลกเสมือนจริง (VR) เป็นสถานการณ์สมมติที่คำนวณได้ซึ่งจำลองประสบการณ์ที่เหมือนจริง

MOZENIX ได้คาดการณ์แนวโน้ม 5 อันดับเทคโนโลยี AR & VR ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังนี้

  • ความเป็นจริงเสมือนจะกลายเป็นจุดเด่นในแคมเปญโฆษณามากขึ้น

ตัวอย่างนี้คือโชว์รูม Audi Virtual Reality ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่กำลังจะมาถึงเพื่อให้ผู้ซื้อที่มีศักยภาพกลับเข้ามาในโชว์รูม กว่าทศวรรษที่ผ่านมาพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภครถยนต์ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก เนื่องจากข้อมูลได้กลายเป็นออนไลน์พร้อมผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเข้าถึงการตัดสินใจซื้อในรูปแบบของรถยนต์และรุ่นโดยไม่ต้องเข้าชมโชว์รูม

Image source: MOZENIX

  • VR จะช่วยเพิ่มการเดินทางและการท่องเที่ยว หนึ่งในประโยชน์เชิงพาณิชย์หลักที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการนำเสนอ Virtual Reality คือการสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

ตัวอย่างที่ดีของ VR ในการท่องเที่ยวคือแอ็พพลิเคชัน KLM โดยที่หูฟัง VR จะถูกแจกจ่ายให้กับนักเดินทางที่รอเที่ยวบิน แอพพลิเคชันนี้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เดินทางได้รับทราบถึงบริการและผลิตภัณฑ์การบินของ KLM องค์กรหลายแห่งได้ใช้ Virtual Reality เพื่อจัดเตรียม ‘ทัวร์เสมือน’ แล้ว โปรแกรมส่วนใหญ่เหล่านี้ได้รับการออกแบบโดยใช้เทคนิควิดีโอ 360 เพื่อให้ Virtual Reality สามารถเข้าถึงศักยภาพที่ดีที่สุดในภาคการเดินทางและการท่องเที่ยว นักพัฒนา VR ต้องประสบความสำเร็จในการลดช่องว่างระหว่างวิดีโอ 360 และ VR แบบเต็มรูปแบบ วิธีการนี้จะช่วยให้นักเดินทางสามารถสำรวจสถานที่ใหม่ก่อนทำการจอง

  • การศึกษาจะได้รับประโยชน์จากการนำ Virtual Reality มาใช้ สถาบันการศึกษาต่างแสวงหาหนทางใหม่และนวัตกรรมในการถ่ายทอดความรู้อย่างชาญฉลาดรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทคโนโลยี Virtual Reality สามารถใช้เป็นเครื่องมือทางการศึกษาเพื่อสร้างโลกเสมือนได้โดยอิงกับสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงในโลกแห่งความเป็นจริงหรือเป็นสถานการณ์สมมุติที่ช่วยให้นักเรียนสามารถโต้ตอบและเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ได้

  • ความต้องการสำหรับผู้พัฒนาความเป็นจริงเสมือนจะเพิ่มขึ้น แบรนด์และธุรกิจต่าง ๆ ในภาคอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันตั้งแต่การดูแลสุขภาพและการศึกษาไปจนถึงการบริการด้านการเงินและการธนาคารเริ่มสำรวจศักยภาพ ROI ของ Virtual Reality ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญ คือ ความสามารถในโครงการทรัพยากรและโครงการใหม่ที่มีคุณภาพสูงและมีประสบการณ์ด้าน VR รวมถึงพรสวรรค์ด้านการพัฒนา
  • การขายหูฟัง VR แบบสแตนด์อโลนจะเพิ่มขึ้น ในปี 2019 คาดว่าชุดหูฟัง Virtual Reality จะเปิดตัวสู่ตลาดโดยไม่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับอุปกรณ์ภายนอกเพื่อสนับสนุนการประมวลผลซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางคลื่นไหวสะเทือนในเนื้อหา VR ที่ออกแบบและบริโภค

หนึ่งในผู้บุกเบิกที่ตั้งขึ้นเพื่อครองภูมิทัศน์ VR แบบสแตนด์อโลนคือ Oculus Quest ของ Facebook การเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ที่งาน Oculus Connect: Oculus Quest เป็นตัวแทนของชุดหูฟัง VR ที่มีความทะเยอทะยานมากที่สุดที่เคยเปิดตัว Oculus Quest เป็นระบบ VR แบบไร้สายด้วยมือซึ่งมีระบบ “VR 6 องศาอิสระ” พร้อมด้วยพลัง 3D ที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีข้อกำหนดในการผูกไปยังพีซีหรือสมาร์ทโฟนที่มีกำลังแรงสูง Facebook คาดว่าจะจัดส่งอุปกรณ์ได้ภายในฤดูใบไม้ผลิของปี 2019 ในราคาราว $399

ไม่เพียงแต่ Facebook ที่กระโดดเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยี VR แต่ยังมีผู้ขับเคลื่อนตลาดฮาร์ดแวร์เสมือนจริงแบบสแตนต์อโลนอย่าง Google Daydream ของ Google ที่เปิดตัว Daydream View ที่ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนรวมทั้ง Daydream แบบสแตนต์อโลนที่ปล่อยออกมาแล้วเช่นกัน นอกจากนี้ยังมี HTC Vive Focus ที่เข้ามามีส่วนแบ่งทางตลาด VR ด้วย

เทคโนโลยียักษ์ใหญ่ Qualcomm ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงก็กำลังเล่นบทบาทที่โดดเด่นของตนเองในวิวัฒนาการของเทคโนโลยี VR วิสัยทัศน์ของควอลคอมม์คือการผลักดันชุดหูฟัง VR แบบสแตนด์อโลนเข้าสู่กระแสหลักผ่านชิปเซ็ต 845 และการออกแบบอ้างอิงใหม่

สำหรับธุรกิจที่สนใจการพัฒนาเทคโนโลยี AR & VR สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก MOZENIX

5. 5G – ระบบไร้สายรุ่นที่ห้า 5G, มีการปรับปรุงเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายปรับใช้ในปี 2018 และต่อมา

เครือข่าย 5G คือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายเคลื่อนที่ (5) แบบต่อเนื่องให้ความเร็วที่รวดเร็วขึ้นและการเชื่อมต่อที่เชื่อถือได้มากขึ้นในสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่น ๆ กว่าที่เคยเป็นมา เครือข่ายจะช่วยเพิ่มจำนวนมากขึ้นในอินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ (IoT) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพกพาข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกได้อย่างชาญฉลาดและเชื่อมต่อกันมากขึ้น เครือข่าย 5G ทำงานโดยใช้สัญญาณวิทยุภายใต้เครือข่ายการเข้าถึงวิทยุแบบไร้สาย (WRAN)

ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเครือข่าย 5G คาดว่าจะเปิดตัวทั่วโลกภายในปี 2020 โดยทำงานควบคู่ไปกับเทคโนโลยี 4G ที่มีอยู่เพื่อให้การเชื่อมต่อที่รวดเร็วยิ่งขึ้นไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใด เมื่อใช้งานได้อย่างเต็มที่ 5G สามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์ความละเอียดสูง 4K ในเวลาเพียงแค่หนึ่งวินาที เช่นเดียวกับรถยนต์ไร้คนขับและรถยนต์บินที่ต้องอาศัย 5G เป็นตัวขับเคลื่อน

Image source: Seeking Alpha

ในปี 2019 คาดการณ์ว่า 5G จะมีแนวโน้มเปิดตัวเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก 5G อาจเป็นแนวโน้มใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในปี 2019/2020 โดยมีผู้ใช้ประมาณ 1 พันล้านคนทั่วโลกและน่าจะเปิดใช้งาน 5G ภายในห้าปีนับจากนี้ การเปิดตัวมือถือ 5G คาดว่าน่าจะเริ่มจำหน่ายได้ภายในปี 2019 – 2021 นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าเราจะได้ใช้แลปท็อป 5G จาก Intel ที่มีโมเด็ม 5G Wireless โดยคาดว่าจะวางตลาดในปลายปีหน้าจากผู้ผลิต Acer, Asus, Dell, HP, Lenovo และ Microsoft และ Sprint ที่เพิ่งประกาศว่าจะขายแล็ปท็อป 5G

อินเทลได้ประกาศเปิดตัวโน้ตบุ๊กสำหรับงานแสดงสินค้า Computex ในกรุงไทเปประเทศไต้หวันซึ่งบังเอิญวอลคอมม์ได้เปิดตัวโน้ตบุ๊กรุ่นแรกสำหรับแล็ปท็อป Snapdragon 850 ซึ่งจะเชื่อมต่อกับโน้ตบุ๊ค 4G LTE ที่ใช้งานได้ตลอดเวลา แล็ปท็อป Intel และ 2-in-1s จะใช้โพรเซสเซอร์ Core i5 รุ่นที่แปดรวมถึงโมเด็ม XMM 8000 series 5G ซึ่งทำงานผ่านเครือข่ายคลื่นความถี่ต่ำกว่า 6 GHz และมิลลิเมตร “ซีรี่ส์จะช่วยให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ากับเครือข่าย 5G ได้” บริษัทกล่าว “จากพีซีและโทรศัพท์ไปจนถึงอุปกรณ์และยานพาหนะสำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ไร้สายที่กำหนดไว้ อินเทลลงทุนอย่างลึกซึ้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ไร้สายและคู่ค้าเพื่อนำพีซีมือถือรุ่น 5G เข้าสู่ตลาด”

Medium Rectangle Banner 1

6. การพิมพ์ 3D (3D Printing) – กระบวนการที่วัสดุถูกนำมารวมกันหรือแข็งตัวภายใต้การควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างวัตถุสามมิติด้วยการเพิ่มวัสดุเข้าด้วยกัน เช่น โมเลกุลของของเหลวหรือธัญพืชที่หลอมรวมเข้าด้วยกัน

ในปี 2019 เราจะเห็นการนำเทคโนโลยีการพิมพ์ 3D ไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ตัวอย่างเช่น

  • การผลิตวัตถุเจือปนโลหะ (AM) กำลังเพิ่มขึ้นเนื่องจากวัสดุเหมาะสำหรับผลิตสินค้าที่มีน้ำหนักเบาและมีอัตราการผลิตที่สูงขึ้น มีแนวโน้มล่าสุดที่จะใช้มันสำหรับที่นั่งบนเครื่องบินซึ่งจะมีน้ำหนักเบากว่าปกติถึง 50% Tech Magz กล่าวว่า เราจะได้ยินเกี่ยวกับ end-use production และการพิมพ์โลหะที่เหมาะสมมากขึ้นในปี 2019 และปีต่อ ๆ ไป
  • การเพิ่มผลผลิตและความเร็วในการพิมพ์ 3D จะได้รับการพัฒนา (Gadget Miner)
  • การเพิ่มความสามารถในการปรับแต่ง Gadget Miner กล่าวว่า “เราได้เห็นการพิมพ์ 3D ที่ปรับแต่งได้ในปี 2018 ของผลิตภัณฑ์แบรนด์รองเท้ากีฬา เช่น Adidas, New Balance และ Nike ที่ได้ปรับตัวให้เข้ากับโลกของเทคโนโลยีและนักกีฬาโดยทดลองใช้การพิมพ์แบบ 3D เพื่อปรับแต่งแบรนด์รองเท้าของตนซึ่งจะออกแบบมาเฉพาะบุคคลโดยใช้กลไกข้อมูลทางชีวกลเฉพาะทาง” ในปี 2019 มีการคาดการณ์ว่าจะมีการเพิ่มความสามารถในการปรับแต่งการพิมพ์แบบ 3D มากขึ้น

7. โดรน (Drones) หรือ Unmanned Aerial System Traffic Management – UTM – เครื่องบินที่ไร้คนขับ โดยพี้นฐานแล้วเป็นหุ่นยนต์บินที่สามารถควบคุมจากระยะไกลหรือบินด้วยตนเองผ่านแผนการบินควบคุมซอฟต์แวร์ในระบบฝังตัวและควบคุมโดยนักบินมนุษย์

Philly by Air ได้สรุปสถิติเกี่ยวกับโดรนในปี 2019 ไว้ดังนี้

  • คาดว่าจะมีจำนวนเครื่องบินโดรนเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในปีหน้าเป็นจำนวนมากกว่า 2.4 ล้านคัน – FAA
  • อัตราการเติบโตที่สำคัญนี้เป็นผลมาจากตลาดผู้บริโภคและเกิดจากราคาอุปกรณ์ลดลง เทคโนโลยีที่ได้รับการปรับปรุง เช่น กล้องในตัวและความสะดวกในการนำร่อง – FAA
  • UAV ทั่วโลกและหลีกเลี่ยงการตลาดระบบคาดว่าจะถึง 3.6 พันล้านเหรียญในปี 2022 – BIS Research
  • ธุรกิจและรัฐบาลพลเรือนใช้เงิน 13 พันล้านดอลลาร์แก่เจ้าหน้าที่ฝึกหัดเครื่องบินระหว่างปัจจุบันถึงปี 2020 – Goldman Sachs Research
  • ระหว่างช่วงเวลานี้ถึงปี 2020 โกลด์แมนแซคคาดการณ์โอกาสทางการตลาดสำหรับโดรนที่มีมูลค่า 100 พันล้านดอลลาร์ซึ่งช่วยเพิ่มความต้องการจากภาคการค้าและรัฐบาลพลเรือน – Goldman Sachs Research
  • โอกาสในการทำงานเกี่ยวกับโดรนในอุตสาหกรรมชั้นนำ ได้แก่ การก่อสร้าง, การเกษตร, ประกันภัย, น้ำมัน / แก๊ส, ตำรวจ – Goldman Sachs Research

vyper

8. ไบโอเมทริก (Biometrics) หรือที่เรียกว่าการตรวจสอบความถูกต้องแบบเรียลไทม์ไบโอเมตริกซ์ – ใช้ในวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นตัวบ่งชี้และควบคุมการเข้าถึง

Biometrics เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยแทนที่การใช้ Password มันจะช่วยให้เกิดความรวดเร็ว, ปลอดภัยมากขึ้น และหมดห่วงเรื่องการหลงลืมรหัสลับ การตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทางชีววิทยาจะถูกนำมาใช้ในการปลดล็อก อย่างเช่น การสแกนด้วยม่านตา, การสแกนด้วยแสงอินฟราเรดของปาล์มหรือแม้กระทั่งการสังเกตเกี่ยวกับการเดินที่เฉพาะเจาะจงของคุณเมื่อคุณเดิน นอกจากนี้ยังมีการใช้เมื่อยอมรับการชำระเงินแบบดิจิทัลหรือระบุผู้ป่วยในโรงพยาบาลตลอดจนการสืบสวนโดยนักวิทยาศาสตร์ด้านนิติเวชและผู้ตอบสนองครั้งแรกหลังจากภัยพิบัติ

ResearchandMarkets.com คาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้ระบบชำระเงินแบบไบโอเมทริกถึง 2.6 พันล้านคนภายในปี 2023 เพื่อเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบในร้านค้าปลีกและในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ บริษัทต่าง ๆ เช่น Mastercard ได้เพิ่มเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือลงในการ์ดไบโอเมตริกซ์ เทคโนโลยีกำหนดให้ผู้ใช้จับนิ้วไว้บนการ์ดเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง

ปัจจุบันเราได้เห็นการรับรู้ลายนิ้วมือในสมาร์ทโฟนที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นส่วนใหญ่ใช้เพื่อการเข้าสู่แอพพลิเคชันและระบบธนาคารหรือแม้แต่การจดจำลายนิ้วมือเพื่อเข้าถึงแอปและสแกนผลิตภัณฑ์ในร้านเพื่อรับส่วนลด

สำหรับธุรกิจเทคโนโลยีไบโอเมทริกไม่เพียงแต่ก้าวหน้าแต่ยังลดค่าใช้จ่ายด้วยและมันได้กลายเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการจัดการรหัสประจำตัวขององค์กรหลัก PCMag ได้สรุปแนวโน้มด้านเทคโนโลยีและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยไบโอเมตริกซ์ 5 อย่างในปี 2019 ได้แก่

  • Biometrics เสียง (Voice Biometrics) Transparency Market Research คาดว่าตลาดไบโอเมตริกซ์เสียงในระดับโลกจะขยายตัวโดยอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่ 17.3% จาก 2018 ถึง 2026

ไบโอเมตริกซ์เสียงสามารถใช้แทนรหัสผ่าน PIN และคำถามด้านความปลอดภัยได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ไบโอเมตริกซ์เสียงในรถยนต์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับอุณหภูมิและปรับกระจกและที่นั่งได้

  • ปาล์มไบโอเมตริก (Palm Biometrics) เทคโนโลยีใหม่จำนวนมากสามารถอ่านข้อมูลเกี่ยวกับปาล์มของบุคคลและใช้ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบสิทธิ์ได้ ผู้ให้บริการ Aerendir ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า NeuroPrint ซึ่งสามารถดึงสัญญาณจากรูปแบบการสั่นสะเทือนแบบ micro-vibrational ที่พบได้ในมือผู้ใช้เพื่อระบุและตรวจสอบความถูกต้องของบุคคล มันจะเก็บข้อมูลรูปแบบของผู้ใช้ไว้ในอุปกรณ์โดยตรง Dr. Martin Zizi นักประดิษฐ์ NeuroPrint ได้เห็นการใช้บริการทางการเงินในการแทนที่การสแกนลายนิ้วมือด้วยการอ่านปาล์ม และสายการบินสามารถใช้ NeuroPrint ในการประมวลผลนักเดินทางและติดตามรายชื่อบุคคลที่อยู่ในรายชื่อ “no fly” ตามข้อมูลของบริษัท

และบริษัท IdentyTech ได้นำเสนออุปกรณ์ PalmSecure กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการที่ผู้ใช้วางมือไว้ในอากาศตรงหน้าเครื่องอ่านของ PalmSecure อุปกรณ์จะปล่อยรังสีอินฟราเรดใกล้เคียงกับมือผู้ใช้เพื่อสแกนเส้นเลือดฝอยจากนั้นตรวจสอบรูปแบบหลอดเลือดดำที่สแกนกับรูปแบบที่ผู้ใช้มีอยู่ในไฟล์

  • การจดจำใบหน้า (Facial Recognition) การจดจำลายนิ้วมือกำลังเป็นวิธีการลงชื่อเข้าใช้ทั่วไปสำหรับแอปบนโทรศัพท์มือถือ แต่อีกวิธีหนึ่งในการตรวจสอบสิทธิ์ผู้ใช้คือการจดจำใบหน้า iPhone และ iPad ของ Apple มีเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าที่เรียกว่า Face ID มันทำแผนที่เรขาคณิตบนใบหน้าของบุคคลโดยใช้กล้องดิจิตอล

TrueDepth และบริษัท Ever AI มีเครื่องมือในการจดจำใบหน้าซึ่งบริษัทกล่าวว่าสามารถช่วยในเรื่องสถานการณ์ที่สำคัญในภารกิจของรัฐบาล การบังคับใช้กฎหมายหรือบริการทางการเงินในอุตสาหกรรมซึ่งข้อผิดพลาดอาจมีผลอย่างมาก เครื่องมือ Ever AI สามารถตรวจจับใบหน้าในภาพหรือวิดีโอและระบุยืนยันและจัดกลุ่มใบหน้าที่คล้ายกันได้ สามารถตรวจจับอารมณ์หรือประเมินกลุ่มประชากรบางกลุ่ม เช่น อายุและเพศได้ เครื่องมือ Ever AI ยังมีฟีเจอร์การตรวจจับแบบ “live” ซึ่งสามารถระบุได้ว่าผู้ใช้เป็นคนที่มีชีวิตหรือแค่เป็นภาพ, การแสดงหน้าจอ (ภาพบนจอโทรทัศน์หรือจอภาพ), หน้ากาก, หรือ avatar เสมือนของบุคคล เครื่องมือ Ever AI รวมเอาการเรียนรู้ด้วยเครื่อง (ML) เพื่อช่วยให้ บริษัทต่าง ๆ สามารถเฝ้าระวังยืนยันอัตลักษณ์และตรวจสอบตำแหน่งของผู้ใช้

  • Biometrics พฤติกรรม (Behavioral Biometrics) ResearchandMarkets.com คาดการณ์ว่าตลาดไบโอเมตริกพฤติกรรมจะเติบโตจาก 871.2 ล้านเหรียญเป็น 2.5 พันล้านเหรียญภายในปี 2023 โดยมีแอพพลิเคชั่นเฉพาะสำหรับการเข้าถึงและการรับรองความถูกต้อง Multifactor Authentication (MFA)
  • การวิเคราะห์เส้นทางเดิน (Gait Analysis) รูปแบบอื่นของชีวภาพที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วคือการวิเคราะห์การเดิน นี่คือที่ที่ระบบสามารถติดตามรูปแบบการเดินได้ ปัจจุบันบริษัทบางแห่งใช้การวิเคราะห์การเดินเพื่อพิจารณาว่ารองเท้าชนิดใดที่เหมาะสมกับการบาดเจ็บหรือรองเท้าใดเหมาะกับนักกีฬา

บริษัท Motiv กำลังเสนอเทคโนโลยีที่เรียกว่า Walk ID การทำงานนี้ใช้กับ Motiv Ring ของบริษัทเพื่อจัดเตรียมคุณสมบัติด้านความปลอดภัยแบบไบโอเมตริกซ์ ใช้เครื่องวัดความเร่งของอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อวัดความเร็วที่บุคคลจะเคลื่อนที่ได้ แหวน Motiv สามารถติดตามกิจกรรมอัตราการเต้นของหัวใจและการนอนหลับได้

Automate surveys banner for Affiliate Program

9. บล็อกเชน (Blockchain) – รายการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของระเบียนที่เรียกว่าบล็อกซึ่งเชื่อมโยงและปลอดภัยโดยใช้การเข้ารหัส

ALIANT ได้คาดการณ์เกี่ยวกับเทรนด์บล็อกเชนในปี 2019 ไว้ดังนี้

  • Blockchain จะถูกใช้ในรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภาษี (ซึ่งมีการใช้งานอยู่แล้ว), ภาคเอกชนและด้านการแพทย์ตลอดจนอวกาศ
  • Blockchain จะกลายเป็นเรื่องปกติที่ใช้สำหรับการทำธุรกรรมประจำวันรวมถึงบ้านและรถยนต์ ชื่อสัญญาทางกฎหมาย สัญญาของรัฐบาล สินค้าคงคลัง ค้าปลีกและการกระจาย
  • การยอมรับการชำระเงินแบบ crypto จะเพิ่มมากขึ้น การใช้สกุลเงินดิจิทัลจะช่วยให้สามารถทำธุรกรรมได้อย่างราบรื่นเนื่องจากรวดเร็วยิ่งขึ้นประหยัดค่าใช้จ่ายและลดการฉ้อโกงและการปฏิเสธการชำระเงิน
  • Blockchain จะช่วยปรับปรุงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยการแทนที่ระบบสำรองที่นั่งปัจจุบันบางส่วนที่สายการบินใช้ (เช่น Arc และ GDS) ด้วยการเพิ่ม blockchain ความสามารถของบัญชีแยกประเภทดิจิทัลจะช่วยให้การถ่ายโอนข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

10. คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum computing) – การคำนวณโดยใช้ปรากฏการณ์เชิงควอนตัมเช่นการซ้อนทับและการพัวพัน

  • ควอนตัมกำลังประสบปัญหาด้านความปลอดภัยอย่างมากในระบบรักษาความปลอดภัยโดยรวม – การเข้ารหัสจะได้รับความเข้มแข็งมากขึ้นเพื่อป้องกันการโจมตี – CloudComputing
  • การสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะเป็นจริงมากขึ้น หากประสบความสำเร็จในเร็ว ๆ นี้เราจะแก้ปัญหาทางการแพทย์ที่ซับซ้อน, ทำให้รูปแบบทางการเงินดีขึ้น และมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเราได้เห็นแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่เร็วที่สุดในโลกพร้อมกับคอมพิวเตอร์คลาวด์ของไอบีเอ็ม ในปี 2019 การให้บริการคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะมากยิ่งขึ้นซึ่งสามารถปฏิวัติบริการและโซลูชั่นแบบคลาวด์ได้ – Whipcord

เทคโนโลยีที่จะเผยแพร่ในปี 2019

นอกจาก 10 แนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2019 แล้ว ยังมีเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีผลกระทบ หรือ Disruption ต่อภาคธุรกิจอย่างกว้างขวางในปี 2019 เทคโนโลยีที่จะเผยแพร่ในปี 2019 มีดังนี้

  1. แล็ปท็อปที่รองรับ 5G จะออกสู่ตลาดภายในปี 2019 โดยร่วมมือกับ Intel / HP / Lenovo / Dell
  2. สวนพลังงานแสงอาทิตย์ Benban ซึ่งเป็นสวนพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะก่อสร้างเสร็จสิ้นในอียิปต์ภายในปลายปี 2019
  3. การเริ่มต้นฟาร์มลมนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกเสร็จสมบูรณ์
  4. NASA ดำเนินการระบบการจัดการการจราจรทางอากาศอย่างสมบูรณ์ (Unmanned Aerial System Traffic Management – UTM) เพื่อควบคุมการบินโดรนบนท้องฟ้า
  5. กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ (James Webb Space Telescope) เปิดตัวสู่วงโคจรเพื่อสำรวจน้ำในดาวเคราะห์อื่น ๆ
  6. ค่าพลังงานแสงอาทิตย์ต่อวัตต์เท่ากับ 1.4 เหรียญสหรัฐฯ
  7. Crossrail ของอังกฤษจะสร้างเสร็จสมบูรณ์
  8. ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะมีมากถึง 5,900,000 คัน
  9. อัตราการเข้าชมเว็บไซต์บนมือถือทั่วโลกที่คาดการณ์ไว้เท่ากับ 16 exabyte
  10. ปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 158 exabyte

ก่อนปิดหน้านี้

การเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้มีผลกระทบต่อผู้คนโดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน การเกิดตำแหน่งงานใหม่ ๆ และการใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง หากมนุษย์ไม่อยากตกงานคงต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทั้งการพัฒนาทักษะและความรู้อย่างสม่ำเสมอ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.