6 SEO Trends 2019

Google มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอโดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหา หากคุณต้องการให้เว็บไซด์ของคุณได้รับการจัดอันดับในหน้าแรกของ Google คุณจำเป็นต้องมองหาวิธีการใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้คุณเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด SEO จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการช่วยดึงเว็บไซด์ของคุณขึ้นแสดงในอันดับต้น ๆ ของหน้าผลการค้นหา (SERPs)

ในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ได้เกิดขึ้นในปี 2018 จะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้านหลายวิธีการทำงานไม่เว้นแม้แต่การค้นหาสิ่งที่สนใจบนเครื่องมือค้นหาอย่าง Google, Bing, Amazon Alexa, Siri, และ Cortana

SEO trends ในปี 2019 มีอะไรใหม่และมีอะไรที่คุณต้องปรับปรุงเว็บไซด์ของคุณเพื่อให้ชนะคู่แข่งในตลาดและได้รับการจัดอันดับในหน้าแรกของเครื่องมือค้นหาบ้าง? และผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ได้แนะนำเคล็ดลับในการปรับปรุงประสิทธิภาพ SEO อย่างไร? เราได้รวบรวมแนวโน้มและคำแนะนำเหล่านั้นไว้ด้านล่างนี้แล้วค่ะ

6 SEO Trends 2019

1. การค้นหาด้วยเสียง (Voice Search)

การค้นหาด้วยเสียงทำได้ง่ายกว่าการพิมพ์จึงทำให้เป็นที่นิยมมากขึ้นและบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายเจ้าได้ให้ความสำคัญกับการค้นหาด้วยเสียงโดยพัฒนาเครื่องมือการค้นหาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างเช่น Google Assistant, Apple Siri, Amazon Alexa, Microsoft Cortana, และ Samsung Bixby

มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2020 ครึ่งหนึ่งของการค้นหาทั้งหมดจะมาจากการค้นหาด้วยเสียงและผู้คนจะใช้อุปกรณ์ที่ใช้เสียง อย่างเช่น Google Home, Amazon Alexa ในการค้นหาโดยไม่ต้องใช้การพิมพ์ ดังนั้น SEO ของคุณจึงควรใช้คำหลักง่าย ๆ ที่เหมือนการสนทนาหรือประโยคคำถามโดยควรมีคำหลักอยู่ระหว่าง 7-9 คำ (Longtail Keywords)

รายงานบอกให้เรารู้ว่าการค้นหาด้วยเสียงกำลังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น

  • ผู้ใช้ 58% ใช้การค้นหาด้วยเสียงเพื่อค้นหาข้อมูลธุรกิจในท้องถิ่นภายในปีที่ผ่านมา
  • 46% ของผู้ใช้ค้นหาด้วยเสียงค้นหาธุรกิจท้องถิ่นในแต่ละวัน
  • 27% เยี่ยมชมเว็บไซต์ของธุรกิจในท้องถิ่นหลังจากทำการค้นหาด้วยเสียง
  • 76% ของผู้ใช้ลำโพงสมาร์ทในบ้านกำลังทำการค้นหาในท้องถิ่นอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์โดยมีการค้นหารายวัน 53% ที่มา: BrightLocal Study
  •  
  • ผู้ใหญ่ 1 ใน 5 ใช้การค้นหาด้วยเสียงบนมือถืออย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเดือนตามดัชนี ที่มา: Global Web Index
  • 22% เจ้าของลำโพงสมาร์ทซื้อสินค้าโดยใช้อุปกรณ์ (Edison Research)
  • 2 ใน 5 ผู้ใหญ่ทำการค้นหาด้วยเสียงอย่างน้อยวันละครั้ง (Location World)

ไม่น่าแปลกใจที่การค้นหาด้วยเสียงจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2019 ตลาดเทคโนโลยีจะให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ที่ใช้งานด้วยเสียงมากขึ้นส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรงขึ้นและเราคงได้เห็นวิวัฒนาการที่น่าอัศจรรย์มากขึ้น

2. การค้นหาในท้องถิ่น (Local Search)

Voice Search กับ Local Search มักจะมาคู่กัน คนส่วนใหญ่ที่ค้นหาด้วยเสียงมักตั้งคำถามเพื่อต้องการให้เครื่องตอบ อย่างเช่น ใคร (Who), อะไร (What), เมื่อใด (When), ที่ไหน (Where), ทำไม (Why), อย่างไร (How) และมักจบประโยคด้วย “ใกล้ฉัน (near me)” คุณสามารถวัดแนวโน้มและโอกาสในการขายได้จากคำถามในการค้นหา ตัวอย่างเช่นถ้าผู้บริโภคถามว่า “ความแตกต่างระหว่างเบาะรถสำหรับเด็กทารกกับเบาะรถที่ปรับเปลี่ยนได้คืออะไร?” พวกเขามีแนวโน้มเพียงการวิจัย แต่ถ้าพวกเขาถามว่า “เบาะรถโตโยต้าคือเท่าไร?” หรือ “ฉันสามารถซื้อเบาะรถสำหรับรถยนต์ Toyota ได้ที่ไหน?” พวกเขาใกล้ชิดมากขึ้นในการดำเนินการ

ภาพด้านล่างแสดงให้เห็นถึงระดับความสนใจไปจนถึงการตัดสินใจกระทำการ (ซื้อ) ตามลักษณะคำถามที่ผู้คนค้นหาด้วยเสียง

Image source: Campaign Live

การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำค้นหาในการสนทนาจะช่วยให้คุณสามารถระบุจุดประสงค์ของผู้บริโภคและตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาที่เหมาะสมในการปรับให้เข้ากับการค้นหาด้วยเสียง

อย่าลืมเกี่ยวกับ SEO ในท้องถิ่น คำค้นหาเสียงหลายคำเป็นแบบท้องถิ่น (เช่น “ร้านตัดผมที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน”) เว็บไซต์ของคุณต้องได้รับการปรับให้เหมาะสมทั้งสำหรับการค้นหาในท้องถิ่นและด้วยเสียง

ต่อไปนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทับซ้อนกันของทั้งสองแบบ:

– สร้างลิงก์จากเว็บไซต์ในท้องถิ่น

– สร้างลิงก์จากไดเรกทอรีธุรกิจ

– รวบรวมความคิดเห็นของลูกค้าในเชิงบวก

– ทำเครื่องหมายไซต์ของคุณด้วยข้อมูลที่มีโครงสร้าง

– ทิ้งการอ้างอิงไว้ในชื่ออื่นที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ของแบรนด์ของคุณ

3. Blockchain

เทคโนโลยี Blockchain ได้ถูกนำมาใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงิน Cryptocurrencies โดยไม่ผ่านคนกลางหรือธนาคารกลาง และมันยังช่วยให้เกิดการโปร่งใสเพราะข้อมูลเป็นสาธารณะและปลอดภัยสูงในขณะเดียวกันยังมีความยืดหยุ่นในการแก้ไขจากทุกฝ่าย

คุณอาจสงสัยว่านี่เกี่ยวข้องกับ SEO อย่างไร? Blockchain สามารถตั้งโปรแกรมเพื่อบันทึกข้อมูลประเภทใดก็ได้ไม่ใช่แค่การทำธุรกรรม cryptocurrency เท่านั้นไม่ว่าจะเป็นสเปรดชีตใน Google เอกสารที่ป้องกันการปลอมแปลงและง่ายต่อการแบ่งปันกับสาธารณชนโดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลางอย่าง Google

ธุรกิจใช้เครื่องมือค้นหาในการทำโฆษณาโดยยอมจ่ายค่าโฆษณาตามจำนวนคลิก ปัญหาคือการโฆษณาดิจิทัลแบบชำระเงินเต็มไปด้วยการฉ้อโกงเพราะขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าได้มีการคลิกโฆษณาโดยมนุษย์หรือบอท เทคโนโลยี Blockchain จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมากโดยการเชื่อมต่อผู้ลงโฆษณาโดยตรงกับลูกค้าที่ได้รับการยืนยันแล้ว

ในทางเทคนิค Blockchain สามารถตรวจสอบว่าผู้ใช้เป็นของแท้และคลิกที่สร้างรายได้เป็น “จริง” นี่เป็นโอกาสที่จะนำไปสู่ความโปร่งใสที่สูงขึ้น (ซึ่งทำให้เกิดความไว้วางใจ) และการฉ้อโกงทางออนไลน์น้อยลง

Blockchain จะทำให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับเครื่องมือค้นหาสำคัญในการตรวจจับและลงโทษเว็บไซต์ใด ๆ ที่พวกเขาจับการซื้อลิงก์ที่ต้องชำระเงิน Blockchain สามารถติดตามตำแหน่งคำหลักเฉลี่ยจากหลายปัจจัยได้ สามารถรวบรวมผลลัพธ์จากโหนดที่แตกต่างกันได้มากมายและทำได้ค่อนข้างรวดเร็ว ระบบดังกล่าวจะกระตุ้นการมีส่วนร่วมและการจัดการที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ Blockchain ยังมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิธีการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล ในอนาคตอันใกล้เราควรติดตั้งชุดวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ โซลูชั่นที่แปลกใหม่เหล่านี้จะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้ดีขึ้นและใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น Kochava ได้พัฒนา Blockchain สำหรับคำสั่งในการแทรกโฆษณาในขณะที่ startups อื่น ๆ ทดลองใช้เครือข่ายโฆษณาแบบ Blockchain

Blockchain สามารถสร้างภูมิทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จะมีการกระจายอำนาจระหว่างฝ่ายต่าง ๆ และทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ตจะได้รับการบันทึกและตรวจสอบ เราจะเห็นความโปร่งใสและความไว้วางใจรวมถึงการควบคุมการแบ่งปันข้อมูลกับผู้บริโภคมากขึ้น

และนี่เป็นเหตุผลที่ Blockchain จะเข้ามาเปลี่ยน SEO ซึ่งนักการตลาดควรใส่ใจและติดตามการพัฒนานี้ในปีต่อ ๆ ไป

4. AI

เทคโนโลยีใหม่และอัลกอริธึมของเครื่องมือค้นหากำลังเปลี่ยนแปลงการตลาดดิจิทัลดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ AI จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในการทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหา

Google ได้ลงทุนในการเรียนรู้ด้วยเครื่อง (Machine Learning) และ Google RankBrain เป็นระบบ Machine learning – AI ที่ช่วยในการปรับแต่งข้อความค้นหา

นอกจากนี้โฆษณา Google และ Google Analytics ทั้งสองใช้การเรียนรู้ด้วยเครื่องเพื่อปรับปรุงข้อมูลเชิงลึกด้านประสิทธิภาพโดยรวมและการกำหนดเป้าหมายผู้ชมสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ใช้อินเทอร์เฟซเหล่านี้เพื่อติดตามความสำเร็จของแคมเปญ

ในปี 2014 Google ซื้อ DeepMind ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์จากประเทศอังกฤษ Google ต้องการใช้ประโยชน์จากการเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความสามารถพิเศษด้าน AI มากที่สุดในโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเสริมสร้างการเรียนรู้

Google ได้อัพเดท Algorithm เพื่อช่วยให้การค้นหาของผู้ใช้แม่นยำและมีประสิทธิผลมากขึ้นโดย Google ผสมผสานปัญญาประดิษฐ์เข้ากับวิธีการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหา

การทำงานของระบบค้นหาโดยทั่วไปแล้ว Algorithm ของ Google หรือระบบสำหรับจัดอันดับเว็บไซด์ของ Google จะทำหน้าที่เสมือนเป็นศูนย์กลางที่รายรอบไปด้วยความนิยมของหน้าเว็บเนื้อหาและ HTML Tags และสำหรับข้อสงสัยบางอย่าง AI ได้ถูกนำมาช่วยสร้างการจัดอันดับการค้นหา

อ้างอิงจาก Wired ระบบ AI ของ Google หรือ RankBrain ใช้ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของข้อความค้นหาซึ่งเป็นการค้นหาครั้งแรกใน Google มีการสันนิษฐานว่าบทบาทของ AI อาจเพิ่มมากขึ้นและวันหนึ่ง AI จะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับผลการค้นหาทั่วไป หรือไม่ก็อย่างมีนัยสำคัญที่จะเปลี่ยนการทำงานของเครื่องมือค้นหาและกลยุทธ์ ที่แม้แต่วิศวกรคอมพิวเตอร์เองบางครั้งก็ไม่สามารถอธิบายสิ่งที่นำไปสู่ผลการค้นหาที่แท้จริงของความซับซ้อนที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-driven algorithm)

อย่างที่เคยกล่าวในบทความก่อน “7 ขั้นตอน Social Media ช่วยเสริม SEO” Social Media ก็เป็นเครื่องมือค้นหาเช่นกัน สื่อสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ใช้ AI ในการตีความรูปภาพระบุบุคคลและทำความเข้าใจบริบทของเนื้อหาภาพ Facebook ยังใช้เทคโนโลยี AI ในอัลกอริธึมฟีดข่าวเพื่อให้มั่นใจได้ว่าฟีดข่าวจะถูกปรับแต่งตามความชอบของผู้ใช้ และ AI ของ Facebook ปรับเปลี่ยนทุกอย่างที่ผู้ใช้เห็นในฟีดข่าวของตน Facebook ปรับปรุง Algorithm ของตนอยู่เสมอเพื่อตรวจจับข่าวปลอมและเนื้อหาที่ขโมยคนอื่นมา Facebook ใช้ AI ในการช่วยตรวจจับความผิดปกติเหล่านี้และ Facebook AI Research กำลังทำวิจัยระบบ AI ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Facebook ได้ทำการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (Facebook Artificial Intelligence Research) ในราวปลายปี 2013 โดยมีศาสตราจารย์ Yann LeCun ผู้มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์คได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้นำทีมวิจัย Facebook AI Research (FAIR) ที่ได้วิจัยเรื่องการทำนาย Hashtags เพื่ออัลกอริธึมการจดจำรูปแบบที่ช่วยให้คุณติดแท็กเพื่อนๆ ในรูป, การจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ที่ช่วยทำให้แท็กคนในภาพถ่ายภายใน Facebook ได้ง่ายขึ้น, Al AIgorithm ช่วยผู้ใช้ให้ได้รับส่วนลดตามเวลาจริงหรือข้อเสนอพิเศษล่าสุด รวมถึงการใช้ AI Algorithm ในการแสดงผลของหน้า News feed ด้วย

ความจริงก็คือปัญญาประดิษฐ์คือสิ่งที่ช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานในชีวิตประจำวันบน Facebook ดีขึ้น, การพัฒนาเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งในการจัดเรียงฐานข้อมูลขนาดใหญ่จะช่วยปรับคำแนะนำของ Facebook ฟีดข่าว ฟีดภาพ รวมหัวข้อที่น่าสนใจ และแท็กเพื่อนที่เหมาะสมในรูปภาพทั้งหมดโดยไม่ใช้กำลังคนมากเกินไปในการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยจำนวนผู้ใช้ที่เข้าสู่ระบบและสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาลในแต่ละวันกว่า 800 ล้านคนเทคโนโลยีการเรียนรู้ขั้นสูงจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเครือข่ายเพื่อให้ข้อมูลดังกล่าวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมงานปัญญาประดิษฐ์ของ Facebook กำลังทำงานเพื่อสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถยกระดับชีวิตของผู้คน วิดีโอด้านล่างนี้แสดงให้เห็นว่า AI ของ Facebook ได้ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเรียนรู้รูปภาพที่ปรากฏในหน้าฟีดข่าวของตนว่าเกี่ยวกับอะไร และหากการวิจัยนี้สมบูรณ์เราคงได้ใช้วิวัฒนาการใหม่นี้ภายในปี 2019 ค่ะ

ไม่เพียงแต่ Facebook ยักษ์ใหญ๋แห่งวงการโซเชียลมีเดียเท่านั้นที่นำ AI มาช่วยในการค้นหา LinkedIn ก็ได้รับ Bright.com ซึ่งเป็น บริษัท ที่เริ่มต้นใช้อัลกอริธึมล่าสุดเพื่อให้ตรงกับโปรไฟล์ของผู้สมัครกับข้อกำหนดของนายจ้าง ช่วยให้นายหน้าได้รับผู้สมัครที่ถูกต้องตามที่ต้องการ แต่ไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรมากนัก

และ Pinterest ใช้ AI ช่วยในการแนะนำพินและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับคุณและผู้ใช้ ทำให้เนื้อหาสแปมไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไป การจับคู่กับกราฟภาพของ Pinterest จะอนุญาตให้มีการรับรู้ภาพและการค้นหาที่เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน

Pinterest ได้ซื้อกิจการ Kosei ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการเรียนรู้ด้วยเครื่องโดยนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists) Kosei แนะนำผู้ใช้ Pinterest โดยแนะนำ Pin ที่ตรงตามความสนใจของพวกเขา

vyper

5. Content

เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถใส่คำหลักไว้ในเนื้อหา คำหลักเหล่านั้นจะช่วยผลักดัน SEO ของคุณให้แสดงหน้าเว็บในอันดับต้น ๆ ของผลการค้นหา (SERPs) นอกจากนี้เรายังใช้เนื้อหาในการสื่อสารและเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์และผู้ชม เนื้อหาอาจเป็นได้ทั้ง Blog, Video, Infographic, รูปภาพ และอื่น ๆ เนื้อหาจึงมีความสำคัญกับการวางกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลของคุณอย่างมาก

Google จะไม่จัดอันดับหากเนื้อหาหรือบล็อกโพสต์นั้นเป็นการคัดลอกผู้อื่นมาหรือมีโฆษณามากกว่าสาระเนื้อหา RankBrain ของ Google ได้เปลี่ยนหน้าตาของ SEO โดยใช้การเรียนรู้ด้วยเครื่อง (Machine Learning) และอัลกอริธึมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence algorithms) ช่วยในการประมวลผลการค้นหา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาโดยมันจะมองหาเนื้อหาที่มีคุณภาพและให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดต่อผู้ใช้

Googlebot จะทำการค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับคำหลักด้วยเช่นกัน เนื่องจาก AI สามารถทำความเข้าใจเจตนาของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น การเรียนรู้ด้วยเครื่องจึงสามารถรับสิ่งที่ผู้ชมกำลังมองหาได้ ด้วยวิธีนี้เครื่องมือค้นหาจะค้นหาคำตอบที่เกี่ยวข้องมากที่สุดทุกครั้ง

ปัจจุบันนี้มือถือมีอิทธิพลอย่างมากต่อเนื้อหาและผู้คนจะชมเนื้อหามัลติมีเดียมากขึ้น เนื้อหามัลติมีเดียจะเพิ่มโอกาสในการจัดอันดับในผลการค้นหา ด้วยเหตุนี้บริษัทต่าง ๆ จะต้องมีกระบวนการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งซึ่งสามารถเข้าใจวิดีโอคลิปเสียงและภาพได้ นอกจากนี้แบรนด์จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกภาพวิดีโอและคลิปเสียงได้รับการปรับให้เหมาะสมอย่างเต็มที่ วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพสื่อ ได้แก่ : ลดขนาดไฟล์, การเพิ่มแท็กที่เกี่ยวข้อง, คำอธิบายควรมีคำหลักที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

Medium Rectangle Banner 1

6. Automation

การเรียนรู้ด้วยเครื่องถูกนำมาใช้กับระบบอัตโนมัติเพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการทำ SEOs และมันสามารถให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและทำได้เร็วขึ้น การเรียนรู้ด้วยเครื่องจะช่วยให้งานประจำวันเป็นเรื่องง่าย อย่างเช่น การวิเคราะห์ข้อมูล, การรายงานข้อมูล ธุรกิจต่างก็รู้ว่ากุญแจสำคัญในการประหยัดเวลาในตลาดดิจิทัล คือ ระบบอัตโนมัติ (Automation)

Analytics และการรายงานเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของ SEO ไม่ว่าบริษัทจะดำเนินงานโดยทีม SEO ภายในหรือจ้างบริษัทภายนอกก็ตาม ข้อมูลรายละเอียดที่ AI สามารถค้นพบได้จะช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลของ SEO มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมทำให้พวกเขาสามารถกำหนดเนื้อหาและกลยุทธ์ทางเทคนิคให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

AI และ ML ในระบบอัตโนมัติสามารถช่วยให้ธุรกิจเข้าใจความต้องการของลูกค้าลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อธุรกิจเข้าใจลูกค้าก็สามารถสร้างเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นและเรียนรู้วิธีเพิ่ม ROI ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ก่อนปิดหน้านี้

Google ได้อัพเดทอัลกอริทึมตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2018 ซึ่งได้เริ่มใช้งานแล้ว การอัพเดทนี้มีชื่อว่า “Medic Update” และหลายเว็บไซด์ได้เห็นผลกระทบจากการอัพเดทนี้บ้างแล้ว

Google มีการปรับปรุงผลการค้นหาอยู่เสมอและบ่อยครั้งเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น เว็บไซด์ที่มีสุขภาพดี (มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์) และผู้เข้าชมใช้เวลากับเนื้อหานั้นนานจะได้รับการจัดอันดับเป็นเว็บไซด์ที่มีประโยชน์และ Google จะแสดงหน้าเว็บนั้นบนหน้าผลการค้นหาในอันดับต้น ๆ และนี่เป็นการอัพเดททั่วโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อ SEO ของคุณ

SEMrush

Advertisements

2 thoughts on “6 SEO Trends 2019

  1. หัวข้อนี้ชอบมากเลยค่ะ ขอบคุณที่มาเปิดโลก (ให้อีกแล้ว) การตลาดกับเทคโนโลยีมีเรื่องใหม่ๆ ให้เรียนรู้ตลอดเลยค่ะ

    Liked by 1 person

    1. ขอบคุณมากค่ะ ดีใจที่บทความมีประโยชน์ค่ะ เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานและชีวิตของเรามากขึ้น ปีหน้าเราคงได้เห็นอะไรใหม่ ๆ ออกมาอีกเยอะค่ะ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

      Liked by 1 person

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.