5 แนวโน้มตลาดแรงงานในปี 2019 #FutureOfWork

แม้ว่าเทคโนโลยีและหุ่นยนต์อัจฉริยะจะถูกสร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้ทดแทนแรงงานมนุษย์ในหลายสาขาอาชีพ แต่ตลาดแรงงานโลกก็ยังคงต้องการมนุษย์ที่มีความสามารถและทักษะเฉพาะทางอย่างมากแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีใบปริญญาก็ตาม

เว็บไซด์หางานยอดนิยมอย่าง Glassdoor ได้รวบรวมรายชื่อบริษัทชั้นนำของโลกที่กำลังเปิดรับผู้สมัครที่มีความสามารถตรงตามสายอาชีพโดยไม่จำเป็นต้องมีใบปริญญาหรือจบจากวิทยาลัยแต่มีประสบการณ์ตรงในการปฏิบัติงานและเป็นมืออาชีพ บริษัทเหล่านี้ เช่น Google, Apple และ IBM

อนาคตของตลาดแรงงานคือทักษะการทำงานไม่ใช่ปริญญา

ผลการสำรวจของ Freelancing ในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว (2018) เปิดเผยว่า

  • 93% ของผู้ทำงานอิสระระดับวิทยาลัยกล่าวว่าการฝึกทักษะมีประโยชน์
  • 79% ที่กล่าวว่าการศึกษาระดับวิทยาลัยของพวกเขามีประโยชน์กับงานที่พวกเขาทำ
  • 70% ของผู้ทำงานอิสระเต็มเวลาได้เข้าร่วมฝึกอบรมทักษะในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา
  • WEF พบว่า 65% ของเด็กที่เข้าโรงเรียนประถมจะจบลงด้วยงานที่ยังไม่มีอยู่
  • งานในอนาคตจะเกี่ยวข้องกับมนุษย์ที่ร่วมมือกับมนุษย์คนอื่น ๆ ในการออกแบบงานสำหรับเครื่องจักรและค่าจะเปลี่ยนจากองค์ความรู้ไปเป็นทักษะทางสังคม (Inc)
  • การศึกษาที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดพบว่า 47% ของงานทุกวันนี้จะถูกยกเลิกใน 20 ปีข้างหน้า (Inc)
  • World Economic Forum คาดการณ์ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอีกสี่ปีข้างหน้าโดยมีตำแหน่งงานใหม่ที่สร้างขึ้นทั่วโลกอันเป็นผลมาจากเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติภายในปี 2022 ในช่วงเวลาดังกล่าวคาดว่างาน 75 ล้านตำแหน่งจะสูญหายไปทั่วโลกเนื่องจากงานที่ใช้เทคโนโลยีขั้นต่ำถูกตัดออกไปและระบบอัตโนมัติจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งที่มีทักษะต่ำ

CNBC make it ได้รายงานว่า ตลาดแรงงานในอนาคตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลกจะได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี, ระบบอัตโนมัติ, และการหยุดชะงัก (Disruption) อย่างกว้างขวาง เนื่องจากประเทศในภูมิภาคนี้พึงพาภาคเกษตรมาเป็นเวลานานและแรงงานมีทักษะต่ำซึ่งเสี่ยงต่อการเข้ามาแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ Oxford Economics คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเห็นผลกระทบจากการหยุดชะงักทางเทคโนโลยีอยู่ที่อัตราส่วน 11.9% หรือ 4.9 ล้านตำแหน่งงาน

Image source: CNBC make it

Glassdoor ได้เผยแพร่รายชื่อบริษัทที่ไม่ต้องการปริญญาวิทยาลัย 15 บริษัท ประกอบด้วย Apple, Google, Whole Foods, Hilton, Publix, Ernst and Yound, Home Depot, Starbucks, Bank of America, Penguin Random House, IBM, Nordstrom, Costco Wholesale, Lowe’s และ Chipotle ตำแหน่งงานที่บริษัทเหล่านี้เปิดรับเป็นตำแหน่งทางเทคนิค บริษัทเหล่านี้กำลังรับผู้สมัครที่ไม่ได้จบปริญญาสี่ปีแต่พวกเขามีประสบการณ์ตรงและเรียนทักษะเฉพาะหรือเข้าร่วม boot camp

5 แนวโน้มตลาดแรงงานในปี 2019 #FutureOfWork

ภาพสำนักงานที่มีโต๊ะทำงานเป็นแถวเรียงหน้ากันแบบห้องเรียนแทบจะไม่มีแล้วในปัจจุบัน โลกของเราเปลี่ยนไปโดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีอำนวยให้การทำงานร่วมกันระหว่างทีมเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายจากระยะไกล หรือ Remote และโซเชียลมีเดียก็ทำให้เวลาทำงานของเราไม่ใช่แค่ 8 โมงถึง 5 โมงเย็นอีกต่อไป ในโลกออนไลน์เวลาทำงานเกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งหมายถึงคุณจะทำงานเวลาไหนก็ได้และที่ไหนก็ได้ทั่วโลกเพียงสามารถออนไลน์ได้คุณก็เชื่อมต่อกับทีมงานที่อยู่คนละซีกโลกได้ทันที

โลกของการทำงานมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาและความสามารถของเทคโนโลยีก็ทำให้การทำงานมีความท้าทายมากขึ้น โอกาสเปิดกว้างมากขึ้น และการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งงานใดก็ตาม

รายงานจากข้อมูลเชิงลึกพบว่าแนวโน้มตลาดแรงงานในปี 2019 จะมีการแข่งขันสูงมากขึ้นไม่ว่าจะระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ มีอะไรที่คุณควรคาดหวังในการทำงานปี 2019 เราได้รวบรวมมาไว้ด้านล่างนี้แล้ว

1. ระบบอัตโนมัติจะทำให้งานบางตำแหน่งหายไปในขณะเดียวกันจะสร้างตำแหน่งงานใหม่ ๆ

เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานของเราไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์, ระบบอัตโนมัติ, หรือหุ่นยนต์ต่างมีอิทธิพลในการเปลี่ยนวิธีการทำงานและตำแหน่งงานในหลายสาขาอาชีพ มนุษย์จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาทักษะพนักงานที่มีอยู่เพื่อสามารถรองรับการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ ในขณะเดียวกันระบบการศึกษาก็มีผลกระทบด้วยเช่นกันจะเกิดสาขาวิชาใหม่ ๆ เพื่อผลิตบุคคลากรที่ตรงต่อความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลทำให้อาชีพและค่าจ้างเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สูงขึ้นเนื่องจากแรงงานมีทักษะสูงขึ้น McKinsey ได้วิจัยเกี่ยวกับอนาคตของงานทั่วโลกที่มีผลต่อตำแหน่งงาน, ทักษะและค่าจ้างของแต่ละสาขาอาชีพภายในปี 2030 โดยจะมีอาชีพใหม่เกิดขึ้น 8-9% ผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละประเทศขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมและการเปิดรับระบบเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของประเทศนั้น ๆ

Chat-like surveys banner for Affiliate Program

 
2. เวลาการทำงานจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

การทำงานแบบเดิม ๆ เช้าตอกเย็นตอกหรือเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นจะเป็นเพียงบรรทัดฐานของธุรกิจกลุ่มน้อยที่ยังไม่ปรับตัวกับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและการจ้างงานยุคใหม่ การสำรวจของ YouGov พบว่าความยืดหยุ่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนทุกวัยและทุกช่วงอายุ เช่น พ่อแม่ที่ต้องดูแลบุตร เป็นต้น และผู้ที่ทำงานอย่างยืดหยุ่นกล่าวว่าเป็นการปรับปรุงแรงจูงใจและสนับสนุนให้พวกเขาอยู่ในงานนานขึ้น

ปัจจุบันเทคโนโลยีได้อำนวยความสะดวกให้เราสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลกเพียงมีอินเทอร์เน็ตก็สามารถทำงานและติดต่อสื่อสารกับสำนักงานของคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้การทำงานระยะไกล (Remote work) หรือ การทำงานที่บ้าน (Work-from-Home) จึงเกิดขึ้นและมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากลักษณะการทำงานปัจจุบันจะต้องมีความรวดเร็ว คล่องตัว และทันต่อสถานการณ์ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทได้พนักงานที่มีความรู้ความสามารถตรงกับงานโดยไม่จำกัดเพียงแค่การจ้างคนภายในท้องถิ่นซึ่งอาจมีคุณสมบัติไม่ตรงกับงาน

รายงานจาก Buffer ระบุว่า เฉพาะในสหรัฐอเมริกา 43% ของพนักงานใช้เวลาอย่างน้อยบางครั้งในการทำงานระยะไกลและจำนวนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รายงาน State of Remote Work 2018 ยังได้สรุปผลการสำรวจไว้ดังนี้

  • 90% ของคนทำงานระยะไกลวางแผนที่จะทำงานจากระยะไกลสำหรับอาชีพที่เหลือของพวกเขา
  • 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามเป็นคนทำงานทางไกลเต็มเวลา ที่เหลือ 30% รวมงานทางไกลเข้าไว้ในตารางงานของพวกเขาแต่ก็ไม่เต็มที่
  • ประโยชน์ของการทำงานระยะไกลเรียงตามลำดับมากสุดไปน้อยสุด คือ ตารางเวลาที่ยืดหยุ่น, มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น, ความสามารถในการเดินทาง, สภาพแวดล้อมการทำงาน, ทำงานที่บ้าน, หลีกเลี่ยงการเมืองในสำนักงาน, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, และอื่น ๆ

  • ในทางกลับกันอุปสรรคของการทำงานระยะไกลก็คือ ความรู้สึกโดดเดี่ยว, การทำงานร่วมกับทีมและการสื่อสาร เป็นต้น
  • 78% ของคนทำงานระยะไกลจะทำงานที่บ้าน
  • 88% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามมีจุดประสงค์สนับสนุนการทำงานระยะไกล

 

3. เทคโนโลยีจะเปลี่ยนกระบวนการจ้างงาน

AI ได้ถูกนำมาใช้ในการสรรหาว่าจ้างและช่วยลดการทำงานซ้ำ ๆ ของฝ่ายสรรหาว่าจ้าง เทคโนโลยีการเรียนรู้ด้วยเครื่อง (Machine Learning) และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จะช่วยจับคู่งานกับผู้สมัครและให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับผู้สมัครแต่ละคน

เครื่องมือการสรรหาว่าจ้างที่ใช้เทคโนโลยี AI จะช่วยคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานและจัดการนัดสัมภาษณ์รวมทั้งช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและทำให้การจ้างงานมีความโปร่งใสมากขึ้น

คุณอาจสนใจ 7 สิ่งพนักงานที่ดีต้องการมากที่สุดจากนายจ้าง

4. ทักษะทางสังคม (Social Skills) จะมีความสำคัญมากขึ้น

แม้ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาขัดจังหวะและทำให้เกิดการแข่งขันสูงในตลาดแรงงานทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งไม่ใช่ทักษะทางเทคนิคแต่เป็นทักษะทางสังคม (Social Skills)

David J. Deming แห่งมหาวิทยาลัย Harvard แนะนำว่า ทักษะทางสังคมนั้นมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหาตำแหน่งที่มีค่าแรงสูงและมีการแข่งขันสูง

ทักษะทางสังคมเป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์, ระบบอัตโนมัติ, หรือแม้แต่หุ่นยนต์ยังไม่สามารถทำได้ดีเท่ามนุษย์ งานที่ต้องการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าจำนวนมากจะปลอดภัยจากการถูกทดแทนโดยระบบอัตโนมัติ แต่งานที่เป็นเพียงการวิเคราะห์หรือท่องจำหรือทำซ้ำ ๆ จะมีความเสี่ยงสูง

การวิจัยแสดงให้เห็นว่าทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่แย่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้คนไม่เข้าใจ ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งหรือแย่กว่านั้นคือตกงาน

5. คนที่อยู่รอดคือคนที่เรียนรู้และยกระดับทักษะอยู่เสมอ

เทคโนโลยีเติบโตขึ้นและเข้ามาช่วยแก้ปัญหาพื้นฐานทั่วไปรวมทั้งทดแทนแรงงานที่ใช้ทักษะต่ำ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ช่วยสร้างตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้นในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

สำหรับคนทำงานการยกระดับทักษะและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและเติบโตในอาชีพไม่ว่างานของคุณจะถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์หรือไม่ หากคุณพัฒนาทักษะของตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอโอกาสที่คุณจะเติบโตในอาชีพหรือเปลี่ยนสาขาอาชีพก็มีความเป็นไปได้สูง

เมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้ามาของระบบอัตโนมัติและ AI ที่กำลังรุกคืบเข้ามามีผลกระทบต่อการทำงานและอาชีพของเรา สิ่งที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้การใช้งานและทำงานกับมันอย่างชาญฉลาด

คุณอาจสนใจ 8 สิ่งผู้ประสบความสำเร็จทำทุกวันที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ

ก่อนปิดหน้านี้

วิธีที่ดีที่สุดในการเตรียมตัวสำหรับอนาคตคือการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว AI และระบบอัตโนมัติไม่ได้เข้ามาเพื่อทำลายอาชีพของคุณ แต่พวกมันเข้ามาเพื่อส่งเสริมงานของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้คุณทำงานได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมหรือเหมืองแร่หรืองานที่เสี่ยงอันตราย โดยคุณเป็นผู้ควบคุมและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนถ้าจะเปรียบแล้วคุณก็คือผู้จัดการของมันนั่นเอง

คุณอาจสนใจ นี่คือคนที่คุณควรจ้าง ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานอะไร

ทดลองใช้ฟรีวันนี้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.