3 เหตุผลอนาคตของที่ทำงานคือระบบสั่งการด้วยเสียง #VoiceAssistant

หนึ่งในเทรนด์เทคโนโลยีปี 2019 ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้คือ “ระบบสั่งการด้วยเสียง” หรือ “Voice Assistant” ทำไมระบบสั่งการด้วยเสียงจึงเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของเรา? มาทำความเข้าใจการทำงานของ Voice Assistant กันก่อนค่ะ

Voice Assistant ต่างกับ Virtual Assistant

บางคนอาจยังสับสนระหว่าง Voice Assistant กับ Virtual Assistant ว่ามันคือระบบเดียวกันหรือไม่ ตรงนี้คงต้องทำความเข้าใจกันก่อน

ระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Assistant) คือ เทคโนโลยีพื้นฐานที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในการพัฒนาระบบการจดจำเสียง (Voice Recognition), การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) และการสังเคราะห์เสียงพูด (Speech Synthesis) เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้ผ่านโทรศัพท์ แท็บเล็ต ลำโพง กล่องสตรีมมิ่ง อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอื่น ๆ หรือแอปพลิเคชั่นการจดจำเสียงที่ปัจจุบันมีการติดตั้งมาพร้อมกับอุปกรณ์สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ ระบบสั่งการด้วยเสียงที่ได้รับความนิยม เช่น Alexa ของ Amazon, Cortana ของ Microsoft และ Google Assistant

ผู้ช่วยเสมือน (Virtual Assistant) คือ การทำงานจากระยะไกลด้วยมนุษย์ที่ให้ความช่วยเหลือจัดการงานทุกประเภททั้งทางเทคนิคหรือความคิดสร้างสรรค์ในระดับมืออาชีพแก่ลูกค้า

set1_300X250

Voice Assistant กำลังเติบโต

เทคโนโลยีก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและตลาด Voice Assistants จะก้าวหน้าไปพร้อมกัน

การ์ตเนอร์รีเสิร์ชคาดการณ์ว่าภายในปี 2021 25% ของพนักงานดิจิทัลจะใช้ Voice Assistant เป็นประจำทุกวัน สำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง (SMBs) และบริษัทสตาร์ทอัพนี่หมายถึงโอกาสในการใช้เทคโนโลยี Voice Assistant เพื่อดูแลกระบวนการทางธุรกิจที่ซ้ำซ้อนและเสริมซึ่งก็เป็นไปตามความต้องการของผู้ขายที่จะให้เวลากับลูกค้าเหล่านั้นมากขึ้นในการเข้าร่วมในแต่ละวัน

รายงานจาก Tractica (บริษัทด้านการตลาดที่มุ่งเน้นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี) พบว่าผู้ใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนดิจิทัลทั่วโลกจะมีจำนวนเติบโตขึ้นจากเดิม 390 ล้านคนในปี 2015 เป็น 1.8 พันล้านคนภายในสิ้นปี 2021 และการเติบโตในโลกธุรกิจคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 155 ล้านคนในปี 2015 เป็น 843 ล้านคนในปี 2021 ด้วยการเติบโตที่คาดการณ์ไว้นั้นรายได้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 1.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2015 เป็น 15.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021

468x60

3 เหตุผลอนาคตของที่ทำงานคือระบบสั่งการด้วยเสียง

ในขณะที่การใช้งาน Voice Assistant ของผู้คนในชีวิตประจำวันกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง Voice Assistants เหล่านี้ก็ยังได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานในสำนักงานเพื่อสร้างโอกาสใหม่สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและประสิทธิภาพของธุรกิจด้วยเช่นกัน และมันกำลังมีผลกระทบต่ออนาคตของที่ทำงานที่ทำให้บรรดาลูกจ้างต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัล

Voice Assistants จะถูกนำมาใช้ในที่ทำงานด้วย 3 เหตุผลหลัก

1. ช่วยจัดการงานทั่วไป

ในสภาพแวดล้อมการทำงานบางครั้งอาจจำเป็นต้องมีผู้ช่วยจัดการงานทั่วไปแบบอัตโนมัติ Voice Assistant สามารถช่วยจัดการงานทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่พนักงานกำลังปฏิบัติงานอื่น ๆ มันสามารถช่วยลดความยุ่งยากและอุปสรรคในการทำงาน ประหยัดเวลา และจัดการงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายตามกำหนด ตัวอย่างเช่น การสั่งพิมพ์ด้วยเสียง, การสั่งเปิด/ปิด/หรี่ไฟภายในห้อง, การสั่งการกดปุ่มเพื่อทำอะไรบางอย่าง และการตั้งค่าให้มันทำอะไรบางอย่างอัตโนมัติ เป็นต้น

CNBC รายงานว่า “เทคโนโลยีที่ใช้งานด้วยเสียงจะยุติความต้องการคีย์บอร์ดภายในห้าปี นอกจากนี้การวิจัยของบริษัทวิจัยเทคโนโลยี Juniper Research พบว่ามีผู้ใช้ระบบผู้ช่วยดิจิทัลประมาณ 2.5 พันล้านคนทั่วทุกอุปกรณ์ในช่วงปลายปี 2018 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 พันล้านภายในปี 2023”

ตัวอย่างของการใช้ระบบสั่งการด้วยเสียงในการทำงาน เช่น ลูคัสใช้ตัวอย่างของห้องปฏิบัติการที่ผู้คนต้องสวมถุงมือหนาและบอดี้สูทเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัยและการปนเปื้อน พวกเขาไม่สามารถพิมพ์อะไรหรือกดปุ่มเพื่อทำอะไรบางอย่าง แต่เทคโนโลยีเสียงสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้โดยการทำภารกิจอัตโนมัติ

Voice Assistant จะช่วยเสริมการทำงานของคนและรับภาระงานที่ซ้ำ ๆ เพื่อให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นไปที่โครงการระดับสูงขึ้นหรือปฏิบัติภาระกิจที่ยากขึ้น

carthook-logo-blue

2. ช่วยจัดการประชุมและเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร

บริษัทที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ จะเห็นพนักงานหลายคนใช้ลำโพงอัจฉริยะสำหรับงานต่าง ๆ ในระหว่างประชุม อย่างเช่น หากมีคนต้องการทราบข้อเท็จจริงหรือที่อยู่ Voice Assistant ก็สามารถช่วยค้นหาข้อมูลนั้นและให้คำตอบได้ นอกจากนี้มันยังช่วยจดบันทึกรายการและตั้งค่าการประชุมในปฏิทิน สร้างรายการที่ต้องทำและติดตามงานที่มอบหมาย สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ประหยัดเวลาและลดขั้นตอนการทำงานบางอย่างลงทำให้ผู้เข้าประชุมมีสมาธิในการประชุมมากขึ้น โดยเฉพาะการประชุมทางวิดีโอที่ต้องสื่อสารในเวลาจำกัดคุณอาจใช้ Voice Assistant ช่วยในการจดบันทึกการสนทนาและระบุประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม

Voicea ผู้ให้บริการเทคโนโลยีการทำงานร่วมกันของเสียงได้พัฒนา Voicea Enterprise Voice Assistant (EVA) ที่ได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประชุมและการประชุมทางโทรศัพท์ EVA จะฟังในระหว่างการประชุมหรือการโทร จดบันทึกและตั้งค่าการเตือนเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมใช้สมาธิกับการฟังการอภิปรายมากกว่าต้องคอยจดบันทึกและอื่น ๆ

Voice Assistant ยังทำงานร่วมกับโซลูชันการประชุมและวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ออนไลน์ยอดนิยมเช่น Bluejeans, Cisco WebEx, GoToMeeting, Microsoft Skype for Business และ Zoom คุณสมบัติหลักอีกประการของ EVA คือความสามารถในการทำงานกับแอพการจัดการโครงการ ด้วยการใช้คำสั่งเสียงผู้ใช้สามารถให้ EVA สร้างงานในแอพเช่น Asana, Jira Service Desk, Salesforce, Slack และ Trello เพื่อช่วยให้พวกเขาจดจำรายการการกระทำที่สำคัญและการติดตามผลจากการประชุม

3. ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน

คุณอาจใช้ Voice Assistant ช่วยในการค้นหารายงานหรือตัวเลขยอดขาย ช่วยรวบรวมสถิติการดำเนินงานอัตโนมัติและเปลี่ยนคำสั่งให้เป็นรายงานข้อความได้ Voice Assistant ยังช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเพื่อนร่วมงานอย่างมนุษย์ได้อย่างมาก เพราะมันสามารถช่วยค้นหาข้อมูลจำนวนมากและข้อมูลที่เกี่ยวข้องมากที่สุดสำหรับโครงการหรือการประชุมที่กำหนด ช่วยจัดทำข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับการสนทนา การลดอุปสรรคในการค้นหาข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้การตัดสินใจดำเนินการด้วยข้อมูลเป็นไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยให้บริษัทต่าง ๆ มีทางเลือกที่รอบคอบมากขึ้นในตลาด หรือแม้แต่การโทรศัพท์และพูดคุยในนามของคุณ ช่วยจัดการนัดหมายต่าง ๆ หรือจองโต๊ะอาหารกับร้านโปรดของคุณ ซึ่งช่วยให้คุณสามารถจัดการงานอื่นที่สำคัญกว่า

ผู้ช่วยเสียงขับเคลื่อนด้วย AI ของ Google เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเสียงมนุษย์ที่เหมือนจริงอย่างน่าตกใจ Google Duplex เปิดตัวครั้งแรกในการประชุมนักพัฒนา Google I / O ในเดือนพฤษภาคม 2018 และปัจจุบันผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกากว่า 43 รัฐสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ทั้งในระบบ iOS และ Android 5.0 ผู้ช่วยเสียงปัญญาประดิษฐ์ของ Google ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนทำการนัดหมายเพื่อธุรกิจผ่านโทรศัพท์และพูดคุยในนามของผู้ใช้ หุ่นยนต์ที่ทำให้เกิดเสียงของมนุษย์สามารถลดการใช้โทรศัพท์ที่ใช้เวลานานซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ต้องทำทุกวัน

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กบริการฟีเจอร์นี้จะช่วยเชื่อมโยงธุรกิจกับลูกค้าฟรีเพียงคุณตั้งค่าใน Google My Business เพื่อรับสายอัตโนมัติจากผู้ช่วยของ Google โดยมันจะโทรหาคุณภายในเวลาเปิดทำการเท่านั้น นอกจากนี้มันยังสามารถช่วยลูกค้าตรวจสอบข้อมูลธุรกิจ เช่น เวลาทำการของคุณ หากข้อมูลไม่อัปเดตมันอาจโทรติดต่อคุณและอาจอัปเดตรายชื่อธุรกิจของคุณบน Google Search และแผนที่

ก่อนปิดหน้านี้

เทคโนโลยีที่ควบคุมด้วยเสียงนั้นได้รับความสนใจจากบริษัทขนาดใหญ่อย่างอเมซอนโดยมีผู้ช่วยเสียง Alexa และอุปกรณ์ Echo, Google Assistant และ Google Home แม้แต่ Facebook ก็ยังพัฒนาผู้ช่วยเสียงของตัวเอง เมื่อเร็ว ๆ นี้ข่าวเกี่ยวกับ Facebook กำลังพัฒนาระบบสั่งการด้วยเสียงเพื่อหวังช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด Voice Assistants จาก Amazon – Alexa, Apple – Siri, และ Google – Google Assistant ทำให้ตลาด Voice Assistants ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น

The Verge รายงานว่า “Facebook กำลังทำงานกับผู้ช่วยเสียงดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบเดียวกับ Alexa และ Google Assistant หลังจากที่เคยล้มเหลวเมื่อหลายปีก่อนในการเริ่มพัฒนาผู้ช่วย AI สำหรับแพลตฟอร์ม Messenger ที่เรียกว่า “M”

Facebook Assistant ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ AR / VR ในตระกูลของ Facebook และ Portal, Oculus และผลิตภัณฑ์ในอนาคต”

Oculus Quest ที่กำลังจะเปิดตัวภายในปี 2019 นี้จะให้ประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นกับผู้รักการเล่นเกมส์เพราะคุณสามารถเล่นที่ไหนก็ได้เพียงมีอุปกรณ์ VR headset และ controllers

Portal และ Portal + เป็นอุปกรณ์วิดีโอคอลแบบแฮนด์ฟรี มีกล้องอัจฉริยะที่ติดตามคุณไปรอบ ๆ ห้องขณะที่คุณกำลังพูดคุยที่มาพร้อม Alexa built-in และแอพยอดนิยม นอกจากมันจะใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับวิดีโอคอลแล้วยังสามารถแสดงรูปภาพในบัญชี Facebook ของคุณแบบสไลด์โชว์, ใส่เอฟเฟ็กซ์ AR ในขณะโทร, โทรหาเพื่อนของคุณใน Messenger ได้ทันที, ฟังเพลง, ชมรายการใน Watch, Interactive stories และคุณสมบัติอื่น ๆ อีกมากมาย

Voice Assistant อาจรบกวนชีวิตประจำวันของสำนักงาน แต่ข่าวดีก็คือว่ามันอาจเปลี่ยนวิธีการทำงานของเรา Voice Assistant ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ระบบจดจำเสียง (รวมถึงการจดจำใบหน้า) อาจเปิดโอกาสให้บริษัทต่าง ๆ ก้าวกระโดดจากวิธีการทำงานแบบดั้งเดิมไปสู่โซลูชั่นดิจิตอลเต็มรูปแบบใหม่

Voice Assistant ไม่ได้เข้ามาเพื่อลดจำนวนคนทำงานแต่มันเข้ามาเพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานของเราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นช่วยในการเพิ่มผลผลิตและประหยัดเวลาในการทำงานง่าย ๆ ซ้ำ ๆ เพื่อให้คนสามารถโฟกัสกับงานที่ใช้ทักษะพิเศษและความคิดสร้างสรรค์ มนุษย์จึงควรเรียนรู้วิธีใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ให้มีความชำนาญและสามารถใช้เทคโนโลยี Voice Assistant อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

คุณอาจสนใจ:

วิธีเพิ่มยอดขายออนไลน์ด้วย Google Manufacturer Center

5 เทคนิคสร้างโลโก้แบรนด์ที่ดึงดูดลูกค้า

5 แนวโน้มตลาดแรงงานในปี 2019 #FutureOfWork

10 แนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2019

นี่คือคนที่คุณควรจ้าง ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานอะไร

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.